เจาะลึกตำนานบทที่ 12 “ Pursuit of the Prisoner ” ของแบรนด์ ake ake มีอะไร ชิ้นไหนเด็ดบ้าง !!!



สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับ วันนี้ผมจะแวะมาเล่าถึงเรื่องราวของการเปิดตัวแชปเตอร์ล่าสุดของแบรนด์ ake ake เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า)  ในตอนนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ Pursuit of the Prisoner ” หรือชื่อในภาษาไทยว่า "ไล่ต้อนนักโทษแหกคุกให้จนมุม"

 
หลังจากได้รับบัตรเชิญสุดอลังการ สิ่งแรกที่ผมได้เห็นคือภาพของหน้าผา และโซ่ที่ปิดประตูของการ์ดเชิญ ซึ่งเป็นเหมือนคำใบ้ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแชปเตอร์นี้

เนื้อเรื่องในตอนนี้มีอยู่ว่า หลังจากแหกคุกออกจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพอาธีนาแล้ว เหล่าผู้ทรยศอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็หนีไปทางป่าต้องห้าม ซึ่งต้องฝ่าฟันต่อสู้กับเถาวัลย์พิษมฤตยูและพญาผีเสื้อผู้โหดเหี้ยมที่ปกครองป่าดังกล่าว และเมื่อหลุดพ้นออกจากป่าแห่งความตาย เหล่านักโทษผู้ทรยศกลับพบกับ “หน้าผา” ที่เชื่อมกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับเขตแดนของเทพโพเซดอน พระบิดาอันเป็นที่รักของพวกเขาเหล่าลัทธิมืด

ขณะที่กองทัพศักดิ์สิทธิ์ของเทพอาธีนาได้ไล่ตามและเผชิญหน้ากับนักโทษแหกคุกที่หน้าผาดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งเตรียมอาวุธและกับดักลงอาคมจากสรรค์สูงส่งอันได้แก่ “ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ และม่านกรงเหล็กไหล” ที่เข้าตรึงกายของนักโทษกลุ่มนี้ตราบนิรันดร์  ทว่า กองทัพจากเทพโพเซดอนผู้โหดเหี้ยม ได้ปีนหน้าผาขึ้นมาช่วยเหลือ และการเผชิญหน้ากันของสองศัตรูคู่อาฆาตที่สั่นสะเทือนทั้งสามโลกก็กำลังจะเกิดขึ้น...


จากตำนานในบทนี้ เราจึงได้เห็นของศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นอยู่สองชิ้น คือ “ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ และม่านกรงเหล็กไหล” ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลในในการออกแบบเครื่องประดับเงินในแชปเตอร์นี้


ของชิ้นแรกที่ถือว่าสะดุดตา นั่นก็คือ “แหวนม่านกรงเหล็กไหล” (อันนี้เป็นชื่อที่ผมชอบมาก) เพราะว่าดีไซน์เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Holy Grille ได้รับแรงบันดาลใจมากจากงานของช่างฝีมือเหล็กกล้าในยุคกลาง 


ด้วยรูปร่างและเทคนิคการสานเกี่ยวลวดเหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ในช่วงคริสต์ศักราช 1500 - 1600 ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอิตาลี ผลงานชิ้นนี้มีจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ตที่กรุงลอนดอน ทาง ake ake ได้นำแรงบันดาลใจนี้ มาเป็นรูปแบบของแหวน The Holy Grille Ring (4,500 บาท) และ Holy Grille Collector (1,900 บาท)



ความโดดเด่นอยู่ที่การสานที่ละเอียดและมีการเล่นแสงไฟของส่วนโค้งที่ซ่อนอยู่ในลายสาน ซึ่งใช้เทคนิคขัดเงาพิเศษและรมดำ ทำให้เราเห็นลวดลายได้ชัดเจน เวลาที่แสดงไฟมาสะท้อนแหวนวงนี้ ด้วยโค้ง มุม เหลี่ยมจะสวยมากครับ แหวนมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก โดดเด่น ใส่แล้วรับรองว่าเป็นชิ้นเอกประดับนิ้วอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นแหวนวงหลักในแชปเตอร์นี้ 


ซึ่งยังมีแหวนนักสะสมที่ชื่อว่า Holy Grille Collector จะมีขนาดเล็กใส่ง่าย ใส่ซ้อน 2 วงจะสวยมาก หรืออยากจะใส่แบบเป็นเซต คือจัดทั้งแหวนหลัก และวงเล็กคอลเลคเตอร์ ก็ได้ลุคที่ดูมีพลังมาก และแอบกระซิบว่าแหวน Holy Grille Collector (1,900 บาท) จะผลิตในจำนวนน้อยมาก เพื่อการสะสมจริงๆ เรียกว่าไม่ต้องรอไปจนถึงหมดแชปเตอร์แหวนก็อาจจะหมดก่อนและไม่ได้ผลิตเพิ่มครับ ใครที่ชื่นชอบก็ต้องรีบเก็บกันหน่อย (เป็นวงที่ต้องมี)


ชิ้นเด็ดถัดมาคือ สัญลักษณ์ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเห็นในรูปแบบของแหวน กำไลข้อมือ มีตรา Fierce-de-lis (แบรนด์เอกเอกจะเรียกแบบนี้) กับห่วงวงกลม ที่เพิ่มความพิเศษคือ สามารถถอดใส่ Disc เพิ่มได้ เป็นลูกเล่นที่เพิ่มความสนุกให้กับการใส่เครื่องเงิน ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวเคาะประตูในยุคกลาง


ทำให้เกิดแหวนวงหลักอีกหนึ่งวงที่ชื่อว่า The Prisoner Ring (4,500 บาท) ซึ่งจะมาพร้อมกับ Disc ที่ถอดได้ ให้เลือกได้สองลายคือลาย Fierce-de-lis หรือ ลาย Rituals Cross และสามารถสั่งทำ Disc เป็นตัวอักษรย่อได้ (1,200 บาท)  

 

รวมทั้งยังมี The Prisoner Ring Mini (3,200 บาท) มีขนาดเล็กเหมาะกับคนที่นิ้วเรียวเล็ก ใส่แล้วสวยงามมากครับ


ไอเท็มถัดมาก็คือ “กำไล” สำหรับในแชปเตอร์นี้ จะเป็นกำไล The Prisoner Bangle รุ่นที่แพงที่สุด จะเป็นชิ้นงานเงินแท้ทั้งชิ้นอยู่ที่ราคา 14,900 บาท จะทำให้เงินแท้ทั้งชิ้น ส่วนรุ่นที่เป็นสายหนัง จะอยู่ที่ราคา 5,900 บาท สำหรับเฉพาะในส่วนของ Buckle เงินแท้ ส่วนสายหนังนั้นอยู่ที่ราคา 1,500 บาท สำหรับหนังลูกวัว 3,000 บาท สำหรับหนังจระเข้ และที่พิเศษที่สุดคือ มีหนังจระเข้ Himalayan ซึ่งถือว่าเป็นหนังจระเข้ที่แพงที่สุดในโลกอีกด้วย สำหรับกำไลหนัง ผมลองมาแล้วครับ ใส่ง่ายมากสะดวกในการใช้งาน สามารถปรับขนาดที่พอดีกับข้อมือได้เลย ซึ่งทางร้านจะมีบริการปรับสายให้พอดีกับข้อมือตั้งแต่ครั้งแรกที่ซื้อ ทำให้สะดวกในการใส่ 


ความโดดเด่นคือห่วงวงกลมที่อยู่ตรงกลาง สามารถถอดออกไปใช้เป็นจี้ห้อยคอได้เช่นกัน (จะมีตัวเชื่อม Prisoner Charm ราคา 1,100 บาท) เรียกว่าคุ้มค่ากับการลุงทุน


นอกจากนี้ยังมีต่างหู ซึ่งเป็นอะไรที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของแบรนด์ ผมเองก็ชอบต่างหูของ ake  ake มาก เพราะว่าผลิตด้วยเงินแท้ ถ้าให้แนะนำผมแนะนำเป็นรุ่น Prisoner Earring Stud GM (Grand Model)  ชิ้นใหญ่ราคา 1,400 บาท เพราะว่าใส่แล้วเห็นชัดเจน เท่มากครับ แต่ถ้าใครชอบเล็กๆก็มีรุ่นธรรมดา ราคา 800 บาท


ถ้าถามว่าควรจะซื้ออะไรยังไงก่อนดี ในความคิดของผมนะครับ อย่างแรกเลยคือต้องมีแหวนวงหลักประจำแชปเตอร์ คือ แหวน The Holy Grille Ring (4,500 บาท) หรือ The Prisoner Ring (4,500 บาท) เพราะว่าแหวนทั้งสองวงนี้คือหัวใจของแชปเตอร์นี้เลยทีเดียว ถ้าชอบความโดดเด่นมาก ลายที่ใส่แล้วปัง คนต้องทักแน่นอน แนะนำเป็น The Holy Grille Ring (4,500 บาท)


ถ้าต้องการใส่ทุกวัน ใส่ทำงาน พิมพ์งานง่าย เข้ากับเสื้อผ้าง่ายได้ทุกลุค แนะนำเป็น The Prisoner Ring (4,500 บาท) เพราะวันไหนอยากปังก็เอา Disc มาใส่เพิ่ม โดดเด่นแน่นอนครับ ถ้างบเยอะก็จัดไปสองวงครับ


ไอเท็มชิ้นต่อมาที่ต้องตามเก็บ คือ The Holy Grille Collector (1,900 บาท) แหวนนักสะสมวงเล็ก เพราะว่าผลิตน้อย และมีจำนวนจำกัดเป็นที่ต้องการของนักสะสมทุกคนครับ วงเล็กใส่ง่าย แต่ทุกคนจะมีคำถามว่าควรจะซื้อหนึ่งหรือสองวงดี ถ้ามีงบผมแนะนำสองวงครับ เพราะว่าใส่สองวงสวย เผื่อวันนึงอยากแบ่งขายก็ยังเหลืออีกวงนึงเก็บไว้ได้ (มีมูลค่าเพิ่ม) เชื่อมั้ยครับว่าทุกวันนี้แหวนที่หายากที่สุดของแบรนด์ ake ake คือแหวน Collector รุ่นแรก คนที่เล่นแบรนด์ตามหากันเยอะมาก แต่ก็ไม่มีใครยอมขาย


ชิ้นต่อไปที่ถือว่าเป็นรางวัลชีวิตให้กับช่วงปีใหม่เลยคือกำไลข้อมือ The Prisoner Bangle จะเลือกเป็นรุ่นเงินแท้ทั้งชิ้น (14,900 บาท) หรือสายหนังก็ได้ครับ ( 5,900 + 1,500 = 7,400 บาท ) ผมว่าชิ้นนี้ได้สองลุค ทั้งเรียบแต่มีดีเทล หรือดูอลังมากเมื่อใส่ห่วงเข้าไป แล้วเราก็เอาห่วงเป็นใส่กับสร้อยคอของแบรนด์ได้ จะมีตัวเชื่อมจำหน่ายเพิ่ม Prisoner Charm (1,100 บาท)

หรือใครที่กำลังมองหาของขวัญในเทศกาลปีใหม่ ก็แนะนำต่างหู มีตั้งแต่ราคา 800 บาทและ 1,400  บาทครับ กล่อง ถุง อลังการงานสร้างในแบบฉบับของแบรนด์ ake ake อย่างแน่นอน


บทวิเคราะห์ : ผมว่าแชปเตอร์นี้เป็นการรวบรวมเอาประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์กว่า 12 แชปเตอร์ของ ake ake มาเลือกสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยความที่ติดตามมาโดยตลอด สินค้าในแชปเตอร์นี้น่าซื้อทุกชิ้น ย้ำว่าทุกชิ้น !  แหวนอาจจะไม่ได้เยอะ แต่เห็นแล้วต้องซื้อ ดีไซน์โดดเด่นและใส่สบายขึ้นมาก ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าแชปเตอร์ก่อนหน้า ผมชอบแหวนม่านเหล็กไหล และทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยมาก ทั้งในงานเปิดตัวและในโซเชียลมีเดีย ทุกชิ้นมีเรื่องราวที่มาที่ไปอันเป็นที่ยอมรับ ลูกค้าเก่าและใหม่ เข้าใจเรื่องราวของแบรนด์ ราคามูลค่าของแหวนในซีรีย์ต่างๆ จัดสรรงบในการวางแผนการซื้อและมองเห็นคุณค่าในระยะยาวว่าคือการลงทุน และที่สนุกมากคือ ผมเชื่อว่าลูกค้าของแบรนด์  จะเล่าเรื่องราวของที่มาที่ไปของผลงานแต่ละชิ้นได้เป็นอย่างดี ตรงนี้คือ หัวใจของแบรนด์ เลยทีเดียว


สำหรับตัวผม ake ake คือ ผลงานศิลปะ เป็นงานอาร์ตที่เราสวมใส่ได้ทุกวัน ช่วยเพิ่มเติมลุคและดีเทลรายละเอียดในการแต่งตัวตามอารมณ์ สินค้าบางชิ้นแค่ได้ครอบครองก็มีความสุข ศิลปะยุคกลางที่ถูกตีความใหม่ลงบนเครื่องเงิน อันเป็นโลหะมีคุณค่าในตัวของเค้าเองมานับพันปี ผสมผสานกับงานช่างฝีมือชั้นสูง ความร่วมสมัยในการสร้างแบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ถ้าคุณมีแหวนเอกเอกอยู่ในครอบครองแล้ว ต้องแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้ายังไม่มี ผมคิดว่าคุณผู้อ่านน่าจะต้องมีแหวน ake ake สักหนึ่งวง (หรือมากกว่า) ในชีวิต...

___________________________
ake ake
สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า) โทร. 02-2514922
Line : akeakesiamcenter
IG : @akeakethailand

แหวนวงเล็ก Little Motif จากแบรนด์ ake ake



ทุกครั้งเวลาที่มีการเปิดตัวแหวน ake ake วงใหม่ล่าสุด ผมจะมีโอกาสได้เขียนรีวิวถึงเสมอ แหวนวงล่าสุด Little Motif เป็นอีกวงที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนรอคอย แหวนวงเล็ก ใส่ง่าย มีตราสัญลักษณ์ให้เลือกสองแบบด้วยกันคือตรา St.Martin และตราสัญลักษณ์ Fierce-de-lis อันเป็นตรงประจำของแบรนด์ ake ake มาช้านาน


สำหรับวงที่ผมเลือกมาใส่ติดนิ้ว แน่นอนว่าผมต้องเลือกแหวน St.Martin ก่อนเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีชื่อเดียวกันกับตัวเอง และสวยงาม เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย ด้วยความเท่ากันของรูปทรง ทำให้ใส่ได้กับชิ้นงานอื่นๆของแบรนด์ได้สะดวก ส่วนตรา Fierce-de-lis ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ก็เป็นที่นิยมมากครับ และลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกซื้อ 2 วงใส่คู่กัน เป็นความสวยงามที่ลงตัว แหวนใส่สบาย และมีราคาดีมาก อยู่ที่ 1,690 บาท ผมเชื่อว่าราคานี้ ทำให้คนที่อยากลองใส่ ake ake สามารถเดินเข้ามาซื้อได้เลย แล้วทุกท่านจะได้สัมผัสกับแบรนด์เครื่องเงิน ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จนอยากกลับมาซื้อวงต่อๆไป  หลังจากที่โปรโมทลงไอจี ก็มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ถามถึงกันเยอะมาก หลายท่านก็วิ่งไปซื้อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ายังลังเลอยู่ อยากให้แวะไปลองที่ร้านก่อนครับ ก่อนที่ไซส์แหวนจะหมดเพราะขายดีมาก


ผมมีเทคนิคถ้าแหวนที่มีอยู่รู้สึกใส่แล้วไม่พอดี ทางร้านสามารถขยายแหวนให้ใหญ่ขึ้นได้เล็กน้อยด้วยอุปกรณ์พิเศษ รอรับได้เลยครับ แต่ถ้าขยายแล้วจะไม่สามารถทำให้กลับมาเล็กลงได้ ใครที่มีแหวน Little Motif ก็อย่าลืมถ่ายภาพสวยๆแล้วใส่ #akeake ด้วยนะครับ เพราะเชื่อว่าแต่ละท่านจะนำแหวนไปใส่กับแหวนที่มีอยู่ได้อย่างลงตัวและมีสไตล์อย่างที่สุด....

_________________________________
ake ake 

สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 1 (หรือชั้น 3 เก่า)
IG : @akeakethailand
โทร.02-2514922

Fragrance & Fashion เมื่อกลิ่นหอมเป็นแรงบันดาลใจ ภายในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18



ภายในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18 เปิดประสบการณ์สุขล้น รื่นรมย์ศิลปะหลากแขนง
นับเป็นโอกาสพิเศษสุดอีกครั้ง เมื่อพันธมิตรหลายวงการพร้อมใจกันเนรมิตความสุขให้กับแขกผู้ทรงเกียรติได้สัมผัสอาหารจากฝีมือเชฟชื่อดังที่สร้างสรรค์เมนูเลิศรส โดยจุดประกายไอเดียจากกลิ่นน้ำหอมเลอค่าเคียงคู่กับไวน์ชั้นยอด พร้อมชมแฟชั่นสุดชิคจากดีไซเนอร์ ชื่นชมเครื่องประดับและการตกแต่งไปพร้อมกันได้ ภายในอีเว้นท์พิเศษ Fragrance & Fashion ในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18 (18th World Gourmet Festival 2017) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 


ในปีนี้   โรงแรมอนันตรา   สยาม กรุงเทพฯ ร่วมกับ 4 แบรนด์ชั้นนำ ซึ่งนำโดย คุณฟา เบเนเดทตี้ ฮอสพิทอลลิตี้ ไดเรคเตอร์ และเจ้าของ บริษัท อิตาลาเซีย กรุ๊ป ประเทศไทย แบรนด์ อิตาเลเซีย (italasia) ผู้นำเข้าไวน์ชั้นดีและชั้นนำจากทั่วโลก นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ผู้นำเข้าตะเกียงน้ำหอมต้นตำรับจากฝรั่งเศส แบรนด์ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) พร้อมสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่ด้วยการจับมือกับนักออกแบบแฟชั่น คุณมัญชุมาศ นำเบญจพล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และเจ้าของแบรนด์มันชูส์ (Munchu's) นิกกี้ วอน บูเรน กรรมการผู้จัดการ โลตัส อาร์ต เดอะ วีฟ (Lotus Arts de Vivre) ศรี วอน บูเรน ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ โลตัส อาร์ต เดอะ วีฟ (Lotus Arts de Vivre) ร่วมคิดค้นวิธีการรังสรรค์ความรื่นรมย์ให้กับทุกคน โดยอีเว้นท์พิเศษ Fragrance & Fashion จัดขึ้นภายใต้สโลแกน Fragrance and Fine Wine Meet Fashion and Fine Art in A Fine Dinner First ซึ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมในการชื่นชมศิลปะอย่างอิ่มเอมและสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม 


บรรยากาศภายในงานครั้งนี้แตกต่างและโดดเด่นด้วยธีมตกแต่งเหมือนนั่งอยู่ในสวนดอกไม้นานาพันธุ์และแสงสีให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆบนโต๊ะอาหารอย่างตะเกียงน้ำหอมนั้นดูหรูหราและชวนให้ต้องมนต์เหลือเกิน แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือพระเอกของงานอย่าง เมนูอาหารทั้ง 5 ที่รังสรรค์ผ่าน Jan van Dyk  เอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟแห่งโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยเขาเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของการรังสรรค์เมนูสำหรับงานครั้งนี้ว่า เป็นการเล่าเรื่องการเดินทางจากยุโรปมาตะวันออกกลางและมาถึงเอเชีย นับเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะต้องผสมผสานทั้งไวน์และกลิ่นน้ำหอมให้เข้ากับอาหาร ผ่านการทดสอบทั้งรสชาติและกลิ่นที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปในแต่ละจาน เพื่อให้ผู้ที่ได้ลิ้มชิมรสแต่ละเมนูและได้ซึมซับกับกลิ่นต่างๆ รวมทั้งการผสมผสานกันอย่างลงตัว


สำหรับอาหารจานแรก เขาเลือกที่จะใช้แรงบันดาลใจจากกลิ่น Tomato Leaves และไวน์ขาว Sanvignon Blanc, DOC Alois Lageder, Alto Adige 2015 สร้างสรรค์ให้เป็นเมนู “Seared Scallops” ประกอบด้วยหอยเชลล์เรียงตัวประดับด้วยมะเขือเทศและแตงกวา ราดด้วยซอสทำจากซุปใสมะนาวและสมุนไพร  ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลและสดชื่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเมนูนี้เชฟบอกว่ากลิ่นน้ำหอมที่นำมาใช้สร้างสรรค์เมนู Appetizer นั้นเป็นกลิ่นที่เขาชื่นชอบมากที่สุด เพราะได้รับรู้ได้ถึงความสดชื่นของใบมะเขือเทศ ช่วยให้หายใจอย่างสบาย สร้างสมาธิและเสริมสร้างจินตนาการ


เรียกน้ำย่อยกันแล้วก็ต่อกันที่เมนูที่สอง ซึ่งได้กลิ่น Radiant Bergamot ที่ส่งกลิ่นส้มแมนดารินในตอนแรก ให้กลิ่นสมุนไพรลอยมาแตะจมูก พร้อมด้วยไวน์ขาวรสชาติเลิศ Chardonnay, Villa Angela, Velenosi, Marche 2015 เป็นตัวผลักดันให้เกิดเมนู “Quail” ขาเป็ดกงฟี (Confit) และส่วนอก วัตถุดิบสุดคลาสสิกของชาวฝรั่งเศส เคียงคู่มากับส่วนผสมของเครื่องเทศและสมุนไพร ให้รสเปรี้ยวนิดๆแต่มีความหวานกลมกล่อม ต่อเนื่องด้วยเมนูที่สาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูสุดโปรดของเอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟแห่งโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ คือ “Black Cod” ปลาคอดดำลอยบนซอสขาวที่มีส่วนผสมของซุกินี่ หรือแตงกวาฝรั่งและมะเขือเทศเขียว พร้อมด้วยชีสบูราตา และแอพริคอทโฟม ที่ทั้งนุ่มและละมุนลิ้นอย่างมาก และชวนให้สะดุดตาด้วยการตกแต่งด้วยโทนสีเหลือง ซึ่งเมนูนี้เขาได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นน้ำหอม Floral Passion ของดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆแต่ตราตรึงจิตใจที่สุด ยิ่งได้ลิ้มรสไวน์แดงชั้นยอดอย่าง Ruche di Chiraretto, Monferrato Classico, Ferraris, Piemonte 2014 ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยลิ้น แล้วก็มาถึงเมนูที่สี่ ซึ่งได้รับพลังบวกจากกลิ่น Amber Powder ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ ดอกไม้และขี้ผึ้งมารวมตัวกันอย่างน่าอัศจรรย์ มาพร้อมกับไวน์แดง Sangiovese di Romagna, DOC Superriore Riserva, Avi, SanPatrignano, Emilia Romagna 2007 เกิดเป็นเมนูสุดพิเศษอย่าง “Lamb” เนื้อนุ่มลิ้นเมื่อทานคู่กับน้ำเกรวี่และเครื่องเคียงที่มีส่วนผสมของถั่วลันเตา ใบมิ้นท์ และมะนาวก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยทวีคูณ 

ก่อนจะปิดท้ายที่เมนูของหวานอย่าง “Rosalie” ที่มีส่วนผสมของราสเบอรี่ เจลลี่รสกุหลาบลิ้นจี่ ร่วมด้วยไอศกรีมชาไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นหอมของ Timeless Rose ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆให้ความโรแมนติกที่สุด สามารถรับประทานคู่กับไวน์ขาว Moscato, Sensuale, Vigneti Del Vulture, Basilicata N/V ได้เป็นอย่างดี ระหว่างนั้นผู้เข้าร่วมงานยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ของดินเนอร์ครั้งนี้ด้วยแฟชั่นและไฟน์อาร์ทจากแฟชั่นแบรนด์ Munchu’s และเครื่องประดับ Lotus Art de Vivre ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางบนถนนสายไหม มุ่งหน้าจากเมืองจีนไปตะวันออกกลางจนถึงยุโรปและรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ต้องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันผ่านการแต่งกายและเครื่องประดับที่หรูหราและโมเดิร์น ซึ่งทุกชุดที่นำเสนอออกมาล้วนชวนให้ทุกคนประทับใจและตกตะลึงในความแปลกตาและสวยงามไปพร้อมกัน


นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เอ็น เค เอ็น รีเทล จำกัด ผู้นำเข้า ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เปิดเผยว่า Lampe Berger Paris แบรนด์ตะเกียงน้ำหอมฟอกอากาศระดับพรีเมี่ยมจากฝรั่งเศสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีและเป็นต้นตำรับของศาสตร์การทำน้ำหอมที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจน้ำหอม โดยเฉพาะเทคโนโลยีความหอม Catalytic Diffusion System นวัตกรรมอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ทั้งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์และแผ่กลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายและยาวนานไปพร้อมกัน พร้อมให้ความสำคัญกับการออกแบบตะเกียงผสานเข้ากับงานศิลปะได้อย่างกลมกลืน มีน้ำหอมให้เลือกสรรมากกว่า 50 กลิ่น และมีคอลเลคชั่นใหม่ออกสู่ตลอดต่อเนื่อง จึงได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก 


“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เข้าร่วมงาน World Gourmet Festival 2017 โดยนำน้ำหอม Lampe Berger Paris มาให้เอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟ คัดสรรน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษและเลือกเฟ้นไวน์ที่เหมาะสมกับเมนูต่างๆ ภายในอีเว้นท์ Fragrance & Fashion ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว ถึงแม้หน่วยความคิดในการทำอาหารกับการผลิตน้ำหอมนั้นอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่เมื่อวิเคราะห์กันถึงองค์ประกอบภายในแล้ว จะพบว่ากระบวนการแบบลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส  นั้นใส่ใจในรายละเอียดและคำนึงถึงสุนทรียะเช่นเดียวกับการปรุงอาหาร  โดยเมนูสุดครีเอทีฟทั้ง 5 เมนู นี้ ทำให้ทุกคนที่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารรู้สึกและได้รับอรรถรสเสมือนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศกลิ่นหอมแบบ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส อย่างแท้จริง”

แหวน The Apollo Guardians จากแบรนด์ ake ake



ครั้งแรกหลังจากที่ได้เห็นแหวนวงนี้ใส่อยู่บนนิ้วตัวเอง ผมก็บอกเลยว่านี่ละคือสิ่งที่รอคอย เพราะว่าผมมีแหวน ake ake เยอะมาก และมีแหวนที่ดีไซน์เรียบๆแต่มีอะไรไม่กี่วง วงที่เรียบที่สุด ใส่แล้วคนก็อาจจะมองให้รู้ว่าเป็น ake ake แต่พอมาถึงวงนี้ ผมชอบมากกกกกกกก เพราะว่า ผิวสัมผัสเรียบโชว์เนื้อเงิน มีตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ Fierce-de-lis ออกมาเป็นเซตคู่ วงเล็กคือใส่สบายนิ้ว ใส่ได้ทุกวัน แล้วผมก็ชอบใส่แหวนนิ้วนางทั้งขวาและซ้ายมาก เรียกว่าใส่เบอร์ 9 ได้พอดีอย่างที่สุดครับ แล้วเพิ่มด้วยลุคที่ดูแน่นขึ้น กับวงใหญ่ที่มีเนื้อเงินที่หนาขึ้น มีหมุดขั้นระหว่างกลาง ผิวสัมผัสของเนื้อเงินสองชั้นทำให้ดูเรียบแต่มีอะไร ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ตรงกลางเค้าทำให้หมุนได้ เทคนิคแหวน Spiner เป็นอะไรที่ทำยากมากครับ แล้วถ้าทำให้เรียบ เกลี้ยง เนียน นี่คือยากที่สุด เพราะทุกอย่างต้องพอดีเท่านั้น เรียกว่าแบรนด์ได้โชว์ศักยภาพของช่างเครื่องเงินชั้นสูงที่สุด ในรูปแบบที่เรียบโก้ที่สุด และมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สุด ใส่เป็นเซตแล้วสวยมากครับ ผมจะใส่วงใหญ่นิ้วโป้ง และวงเล็กนิ้วกลาง 


หลังจากที่ใส่มาทั้งวันตั้งแต่เปิดตัววันแรก ผมประทับใจมาก ทั้งดีไซน์ น้ำหนัก ความใส่สบาย ปกติแหวน ake ake เค้าจะมีสโลแกนที่ทุกคนเรียกว่าเจ็บในระดับที่ทนได้เพื่อความสวยงามของลายที่คมชัด แต่วงนี้ ผมบอกได้เลยว่า ใส่ได้ทุกวัน เข้าได้กับทุกลุคของการแต่งตัวจริงๆ แล้วยังมีกระเป๋าคลัทช์ในซีรีย์ Apollo Guardians ออกมาด้วย สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าครบ 3,000 บาทก็จะรับกระเป๋าใบนี้ไปทันที ผลิตจำนวนจำกัด ช่วงนี้แหวน ake ake ผลิตน้อยมากครับ วงใหญ่ผลิต 71 วง เท่านั้น , วงเล็กผลิต 121 วง ทำให้กระแสตอบรับดีมาก ทุกคนวิ่งไปจับจองเพื่อจะได้เป็นเจ้าของก่อนใคร ผมเชียร์ให้ซื้อทั้งเซตครับเพราะเวลาใส่แล้วมีพลัง 

 

เทพ Apollo เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ตามความเชื่อก็คือ ดูดซับพลังแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มพลังชีวิต ช่วยในเรื่องสัจจะการเจรจาทำงาน เพราะดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานแห่งชีวิต ใส่แล้วมีพลังแน่นอนครับใครอยากได้ก็แวะไปร้าน ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า) ผมแนะนำว่าให้โทรไปสอบถามไซส์ที่ร้านก่อนได้ที่หมายเลข 02-2514922 หรือไลน์ akeakesiamcenter ทั้งนี้ทางแบรนด์มีบริการจัดส่งทั่วประเทศด้วยเช่นกันครับ ใครอยากรับชมคลิปรีวิวกดรับชมได้ตรงนี้เลยครับ >>> คลิปรีวิวแหวน ake ake

The Apollo Guardians Clutch จากแบรนด์ ake ake



ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ ake ake ผลิตคลัทช์ (กระเป๋าถือแบบหนีบ)  พิมพ์ลาย Fierce-de-lis ซึ่งจำหน่ายในราคาใบละ 3,900 บาท แต่พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องเงินครบ 3,000 บาท ก็จะได้รับคลัทช์ใบนี้ไปด้วยครับ มีทั้งหมด 3 สี คือ สีดำ สีน้ำตาล และสีฟ้า โดยสีที่หายากจะเป็นสีน้ำและสีฟ้าตามลำดับ สำหรับในภาพผมเลือกสีน้ำตาลมาให้ชมครับ เป็นสีน้ำตาลที่สวยมาก ดูกลมกล่อม


รีวิวหลังจากที่ทดลองใช้งานนะครับ ต้องบอกว่า จุของเยอะ ใช้งานได้จริงในทุกวัน ผมใส่ได้ทั้งร่มพับ กระเป๋าเงิน กระเป๋าใบเล็ก กุญแจ ไอแพดมินิ หนังสือ แล้วยังมีช่องด้านหน้าที่สะดวกมากในการใส่พวกใบเสร็จต่างๆ ซิปใช้งานง่าย คลัทช์มีน้ำหนักเบา

 

Apollo Guardians Clutch เป็นกระเป๋ารุ่นที่ออกมาพร้อมกับแหวน  Apollo Guardians ซึ่งจะมีลักษณะที่เด่นชัดคือเรื่องของหมุด และตรา Fierce-de-lis (หรือตรา fleur de lis  ที่หลายคนรู้จัก แต่แบรนด์จะเรียกว่า Fierce-de-lis) สีที่ผมรู้สึกว่าคลาสสิกมากคือสีน้ำตาลช็อกโกแลต เวลาตัดกับดำแล้วลงตัว ตรงซิปก็จะมีตรา ake ake  และมีการสกรีนโลโก้ ake ake บริเวณหนังสีดำด้านล่างตรงกลางกระเป๋า ต้องใช้คำว่าแบรนด์ทำงานได้เนี๊ยบมาก ไม่แพ้เครื่องเงินชิ้นเด็ดของแบรนด์เลยทีเดียวครับ


งานนี้ก็อยู่ที่ว่าจะเลือกสีอะไรดี สีดำ อันนี้ผมว่าทุกคนชอบ และเป็นสีเบสิกที่เข้าได้กับทุกชุดและทุกวัน และเป็น ake ake มากที่สุดสีหนึ่งก็ว่าได้ สีน้ำตาล ก็จะให้ความรู้สึกที่หรูหรา ซึ่งเป็นสีที่กำลังได้รับความนิยมมากในวงการเครื่องหนัง สีฟ้าใบนี้ผมบอกได้เลยว่าเวลาถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมาก เด่นกว่าทั้งสองสีที่กล่าวมาครับ ซึ่งสีน้ำตาลและสีฟ้าจะหายากและผลิตจำนวนจำกัดมาก ส่วนใหญ่ลูกค้า VIP ก็มักจะจับจอง ส่วนสีดำเป็นเบสิกที่ใช้งานง่ายที่สุดและเหมาะกับใช้งานในทุกวัน งานนี้ต้องรีบกันหน่อยนะครับ ซื้อสินค้าเครื่องเงินแบรนด์ ake ake เพียง 3,000 บาทก็จะได้รับไปท่านละ 1 ใบ ของมีจำนวนจำกัดมาก ต้องแวะไปที่ร้าน ake ake สยามเซนเตอร์ชั้น 1 (หรือที่เรียกว่าชั้น 3 เก่า)  หรือโทรไปสอบถามกับทางหน้าร้านได้ที่เบอร์ 02-2514922) ได้เลยครับ

The Fierce Twist Tree Spinner Ring แหวนลงยาที่ได้แรงบันดาลใจจาก กระจก Stained Glass ในยุคกลาง




เข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ในการเปลี่ยนฤดูกาล นิตยสารต่างๆจะอัดแน่นไปด้วยโฆษณาสินค้าตัวใหม่ล่าสุด แฟชั่นและศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันแบบแยกกันไม่ออก แบรนด์ ake ake เองก็มีสินค้าตัวใหม่ล่าสุด ที่แสดงแสนยานุภาพของแบรนด์เครื่องเงินชั้นนำมาประชันด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ  The Fierce Twist Tree Spinner Ring แหวนที่ได้รับแรงบันดาลใจของสีสันจากกระจก Stained Glass ในยุคกลาง ผ่านเทคนิคการลงยาชั้นสูงที่ต้องอาศัยความชำนาญของช่างและความลับในการผลิต ทำให้ได้เนื้อสีที่สวย เฉพาะไม่เหมือนใคร มีความแข็งแรงทนทานต่อการหมุนวงล้อ Tree Spinner ที่อยู่ตรงกลาง เบื้องหลังผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องประกอบทุกอย่างด้วยฝีมือมนุษย์ อาศัยประสบการณ์ และโชว์เทคนิคที่แบรนด์อื่นๆไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ มีทั้งหมด 3 สี คือ ชุบ Pure Pink Gold, 24 Karat Gold  และ Black Rhodium

 
The Fierce Twist Tree Spinner Ring อยู่ที่ราคา 7,000 บาทเท่ากันทุกวง แต่ละวงจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สำหรับวงที่ผมเลือกใส่เป็นชุบทองและลงยาสีเขียว ผมว่าสีเขียวกับสีของทองคำ เวลาตัดกันสวยมาก และมีแบรนด์ทำน้อยมาก ใส่แล้วดูโดดเด่นมากครับ เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างอยู่ที่นิ้วของเรา สีขาวกับทองชมพูให้ความรู้สึกที่อ่อนโยน หรูหรา สีดำชุบโรเดียม ให้ความรู้สึกที่ลึกลับน่าค้นหา ทั้ง 3 สีจะมีความเด่นชัดในแบบของตัวเองมาก


หลังจากลองใส่แล้วมีพลังมาก เวลาเครียดก็สามารถหมุน Tree Spinner ได้ ผ่อนคลายมาก ความเย็นของเครื่องเงินแท้ จะช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี วางไว้แล้วหยิบมาหมุนชื่นชมความงดงามของงานศิลปะอันล้ำค่าได้ตลอดเวลา หรือจะใส่กับสร้อยคอ กลายเป็นแหวนห้อยคอก็โดดเด่นมาก


และที่พิเศษกว่านั้นคือ ทุกวงจะมีหมายเลขกำกับไว้ที่แหวน ว่าเป็นวงที่เท่าไหร่ อย่างวงที่ผมใส่เป็นวงที่ 5/41 หมายความว่า เป็นวงที่ 5 ใน 41 วงของคอลเลคชั่นลงยาสีเขียวชุบทอง ซึ่งทั้งหมดในคอลเลคชั่นพิเศษนี้ผลิตเพียงแค่ 121 วงเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย ทุกวงจึงมีความหมายมากในแง่ของการเก็บสะสมในระยะยาว ในเดือนแห่งการเปลี่ยนฤดูกาลแฟชั่น ผมว่าแหวนวงนี้ปังที่สุด และใส่ได้จริงสบายนิ้วคุ้มค่าแก่การลงทุนมากครับ ใครอยากได้ก็แวะไปได้ที่ร้าน ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 3  โทร.02-2514922 เพื่อเช็คสินค้าก่อนได้ครับ หรือใครอยากให้ทางร้านจัดส่งก็สามารถเช่นกันสะดวกมาก เป็นแหวน Statement ที่ใส่แล้วรู้กันไปเลยว่า ake ake ของแท้ แน่นอนครับ !!!

‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นสตรีสุดหรู เปิดตัวคอลเลคชั่น FW 2017



‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นสตรีสุดหรู ที่เน้นความยูนีคมีเอกลักษณ์ ฝีมือของดีไซน์เนอร์ไทยเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง จ๋า ‘ณิชา จิรกิติ’ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์แห่งแบรนด์นิช ทายาทแบรนด์ Noriko รุ่นที่สามที่ผันตัวออกมาสานต่อแพชชั่นของตัวเองผ่านสไตล์แฟชั่นที่สะท้อนตัวตน 


พร้อมเปิดตัวแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2017 ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นพื้นเมืองตะวันออกกลางแบบโมร็อคโค ด้วยดีไซน์ที่อัดแน่นไปด้วยลวดลายอันละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวา ภายใต้โทนสีอันอบอุ่นประดุจดั่งแสงสุดท้ายของตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า ณ ทะเลทรายซาฮาร่า


‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นที่ผสมผสานสไตล์แบบดั้งเดิมบวกเข้ากับลูกเล่นต่าง ๆ ในสมัยใหม่ เกิดเป็นสไตล์แฟชั่นที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับชุดที่มีซิลูเอ็ตเรียบง่ายแต่ถ่ายทอดความเป็นเฟมินีนที่ละเอียดอ่อนได้อย่างดี ผ่านวัสดุและศิลปะการตัดเย็บที่สุดแสนจะปราณีต โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ กับสไตล์แฟชั่นที่สามารถสวมใส่ได้ทุกจังหวะของชีวิต ทั้งไลฟ์สไตล์กลางวันและกลางคืน


ในฤดูกาล Fall/Winter 2017 ‘NICH’ เติมความสนุกมีชีวิตชีวา เข้าไปผ่านลวดลายและสีสันที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นพื้นเมืองที่เน้นแพทเทิร์นและลวดลายที่แปลกใหม่ พร้อมเติมความจัดจ้านไว้อย่างลงตัวในแบบเฟมินีนจากการประดับด้วยพู่และระบายที่เสริมความสง่างาม แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นนิช ด้วยการตัดเย็บและปักตกแต่งอย่างพิถีพิถันช่วยเพิ่มรายละเอียดความหรูหราภายใต้สีสันอันอบอุ่นเสมือนบรรยากาศแห่งแสงสุดท้ายของตะวันที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีชมพูอมแดง ไปยังสีฟ้า น้ำเงินและดำ อันเป็นที่มาของสีสันในแฟชั่นคอลเลคชั่นนี้ 


โดย ‘NICH’ ได้มีการหยิบกลิ่นอายของโมร็อคโคมาถ่ายทอดผ่านลวดลายปักและลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยดีเทลสะท้อนความเป็นพื้นเมืองแบบฉบับโมร็อคโคผ่านเนื้อผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์บางเบาอย่าง ผ้าออร์แกนซ่าหรือผ้าชีฟอง อาทิ แมกซี่เดรสชายระบายปักเลื่อมที่มีเส้นสายลวดลายดอกไม้อ่อนหวานของผืนป่าเขตร้อน เดรสปาดไหล่พิมพ์ลายประดับพู่แบบอสมมาตร ชุดเกาะอกตัดต่อผ้าลูกไม้ปล่อยชาย เสื้อแขนกุดปักลูกไม้ฉลุลาย สะท้อนเสน่ห์แห่งตะวันออกกลางได้อย่างโดดเด่นและลงตัว
_________________________

พบกับ ‘NICH’ คอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2017 ได้ที่ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ชั้น 1 นอร์ทโซน โทร.02-129-4405 และห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ (ร้าน Noriko) ตึก C ชั้น 1 โทร.02-003-6656 ติดตามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://ni-ch.com/ และ https://www.facebook.com/nichclothing/

ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส จับมือ 3 ดีไซเนอร์และบริษัทออกแบบชื่อดังแห่งฝรั่งเศส รังสรรค์ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่นใหม่



เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (30 ตุลาคม 25560) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน เปิดตัวตะเกียงน้ำหอมสุดหรูจากปารีสแบรนด์ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ซึ่งมีตะเกียงที่ออกแบบร่วมกับนักออกแบบชื่อดังถึง 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่น CURVE (เคิร์ฟ), DIAMANT (ไดแมนท์)  และ PAMPILLE (แพมพิล) เหมาะสำหรับนักสะสมตะเกียงน้ำหอมลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส มากๆครับ
 

สำหรับรุ่นที่ผมต้องบอกเลยว่าหนุ่มๆห้ามพลาด คือ คอลเลคชั่น DIAMANT (ไดแมนท์) ร่วมมือกับบริษัทออกแบบชื่อดัง ตูร์ เล ทรัวส์ (Tour les Trois) ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะในสไตล์อาร์ทเดโค (Art Deco) สะดุดตาด้วยรูปทรงตะเกียงและฝาครอบโปร่งสี่เหลี่ยมที่สะท้อนถึงความเป็นสุภาพบุรุษ (Masculine) อย่างแท้จริง สะดุดตาด้วยลวดลายนูนแบบเพชรเจียระไนที่มีความแวววาว ให้ความเรียบหรูแฝงไว้ด้วยความเท่ 

 

ใครติดตามแบรนด์  ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) จะทราบว่าส่วนใหญ่ตะเกียงน้ำหอมจะมีลักษณะโค้งมน รุ่นนี้ตอบโจทย์หนุ่มๆที่รักการแต่งบ้านและอยากได้ตะเกียงน้ำหอมชั้นดีจากปารีสไว้ประดับที่ห้องอย่างแน่นอนครับ มีให้เลือก 3 สีในแบบโปร่งแสง ได้แก่ ขาวใส เทา และสีน้ำผึ้ง ความสูงขวดตะเกียง 14.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 345 มิลลิลิตร ราคา 5,270 บาท


ส่วนตะเกียงคอลเลคชั่นถัดมา ที่คุณยูกะถือในภาพ ชื่อว่า PAMPILLE (แพมพิล) ร่วมมือกับบริษัทออกแบบชื่อดัง วานิลดีไซน์ (Vanille Design) รังสรรค์ตะเกียงน้ำหอมในรูปทรงขวดแก้วแอนทีค   ในคอลเลคชั่น     PAMPILLE    ดึงดูดทุกสายตาด้วยลายเส้นตาข่าย  แบบคริสครอสที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ฝาครอบโปร่งจรดตัวตะเกียง ดูมีมิติยามแสงไฟกระทบ


เพิ่มความเลอค่าด้วยเทคนิคการเคลือบเงาแบบเมทัลไลซ์ (Metalised Effect) ที่ทำให้ขวดตะเกียงมีความแวววาวระยิบระยับ ดุจดังงานศิลปะประดับบ้านระดับมาสเตอร์พีซ มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเขียว และสีเทา ความสูงขวดตะเกียง 17.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 335 มิลลิลิตร ราคา 5,270 บาท 


เรียกว่า 2 รุ่นทั้ง  DIAMANT (ไดแมนท์) และ  PAMPILLE (แพมพิล) เป็นรุ่นที่แขกที่มาร่วมงานต่างชื่นชอบกันมากครับ เพราะว่ามีความสวยงามหรูหรา แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งคอลเลคชั่นที่มีราคาดีและดีไซน์เรียบง่าย นั่นก็คือรุ่นที่มีชื่อว่า  CURVE (เคิร์ฟ) ซึ่งมีขนาดความจุน้ำหอมที่น้อยกว่า

 
คอลเลคชั่น CURVE (เคิร์ฟ) ร่วมมือกับดีไซเนอร์พันธมิตรอย่าง ฌอง แบ็บติสท์ ซิเบอร์แตง บลังค์ (Jean Babtiste Sibertin-Blanc) ได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูร่วมสมัย 

โดยมีความโดดเด่นด้วยรูปทรงพีรามิดที่มีเส้นโค้งมน ถ่ายทอดถึงความอบอุ่นที่แฝงไว้ด้วยอ่อนละมุน ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและสบายตา เข้ากันกับฝาครอบโปร่งที่เงินเงาทรงทิวลิป มีให้เลือกใน 2 โทนสีแบบโปร่งแสง ได้แก่ สีฟ้า และสีเทา ความสูงขวดตะเกียง 15.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 280 มิลลิลิตร ราคา 3,270 บาท
 


และเมื่อมาถึงการเลือกกลิ่นของน้ำหอมที่จะใช้ในตะเกียง ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 40 กลิ่น งานนี้เรียกว่าดมกันจนเหนื่อยครับ แต่กลิ่นที่ผมอยากจะแนะนำให้ลองใช้เป็นกลิ่นแรกสำหรับใครที่ยังไม่เคยลองใช้ นั่นคือกลิ่นที่มีชื่อว่า "PARIS CHIC" กลิ่นจะได้อารมณ์ของความหอมที่ผ่อนคลาย หรูหรา แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ซ่อนความชิคไว้ในกลิ่น ที่ผมเลือกกลิ่นนี้เพราะว่าใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และมีความหอมในสไตล์ PARIS ที่รับรองว่าทุกคนต้องชื่นชอบอย่างแน่นอนครับ สำหรับราคาขวด 1 ลิตร อยู่ที่ 1,970 บาท ถ้าเราจุดทุกวันจะใช้ได้นาน 1 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการจุดตะเกียงน้ำหอมครับ


นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ตะเกียงให้เลือกเยอะมาก จนกลายเป็นของสะสมตกแต่งสำหรับคนที่รักในกลิ่นหอมในแบบฉบับของ  ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เหมาะกับการมอบเป็นของขวัญ ของฝากในช่วงวันสำคัญ หรือให้รางวัลกับชีวิต แน่นอนว่าจะต้องมีคำถามว่าจุดตะเกียงหอมให้ความรู้สึกพิเศษมากกว่าการใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความหอมให้กับบ้านของเราอย่างไร ?

ในมุมมองของผมหลังจากที่นำกลับมาทดลองใช้เองที่บ้าน ต้องตอบว่าแตกต่างมากแบบเห็นได้ชัดเจนครับ เนื่องจากที่บ้านผมมีทั้งเครื่องพ่นควันอโรมาติก รูมสเปร่ย์ Diffuser แบบเป็นก้านกระจายความหอม ต้องบอกเลยว่า ตะเกียงน้ำหอมของ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ชนะแบบขาดลอย ในเรื่องของความหอมที่ทนทาน นานกว่าและให้คุณภาพของกลิ่นที่ดีกว่า รวมทั้งช่วยฟอกอากาศได้ดีกว่า เพราะตะเกียงจะดึงเอาออกซิเจนเข้าไปข้างในแล้วกระจายความหอมผ่านความร้อนบริเวณหัวตะเกียง เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงห้องยังหอมแบบอบอวลเหมือนตอนจุดตะเกียงในช่วงแรก ถือว่าการทำงานของตะเกียงมีประสิทธิภาพดีมากครับ ที่สำคัญคือกลิ่นของน้ำหอมเป็นกลิ่นที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมใครที่ลองใช้แล้วจะติดใจกลับมาซื้อเพิ่มทุกคน และทำให้แบรนด์อยู่ได้นานกว่าร้อยปีจนถึงปัจจุบัน


ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ถือเป็นแบรนด์ที่เก่าแก่มาก มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี โดยมี PRODUITS BERGER SAS เป็นบริษัทผู้ก่อตั้งและผู้ผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายทั่วโลก โดย ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 117 ปี กำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1898 เริ่มจาก มร. มอริส เบอร์ชเย่ (Mr. Maurice Berger นักวิทยาศาสตร์ (เคมี) ชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้นและประดิษฐ์ตะเกียงน้ำหอมเพื่อช่วยฟอกอากาศในห้องพักโรงพยาบาลให้สะอาดและปราศจากเชื้อโรค ต่อมามีการพัฒนาต่อยอดเป็น ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส ตะเกียงน้ำหอมที่มีคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือจากการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ กำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างกลิ่นหอมและบรรยากาศที่สดชื่นภายในบ้าน ด้วยกระบวนการ Catalytic Diffusion System นวัตกรรมอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (ปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรทั้งในแง่นวัตกรรมการผลิต การกระจายกลิ่น ตัวขวด รวมทั้งตัวหัวต่อกับไส้ตะเกียง)  


ตะเกียงน้ำหอมหนึ่งเดียวที่ฟอกอากาศได้จริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยกระบวนการ Catalytic Diffusion System อันทรงประสิทธิภาพของลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส ที่ทำงานสองหน้าที่ในเวลาเดียวกัน (Dual Action) โดยจะทำหน้าที่ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ด้วยการสลายมวลอากาศที่ไม่บริสุทธิ์และกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยการแตกตัวของน้ำมันหอมระเหยเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก และมีประจุลบไปดักจับแบคทีเรียที่ลอยอยู่ในอากาศ และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่แผ่กลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ และให้กลิ่นหอมที่ยาวนาน เนื่องจากไม่มีโมเลกุลของอากาศที่ไม่บริสุทธิ์มาขัดขวางการทำงาน 

ซึ่งการก่อให้เกิดกระบวนการ Catalytic Diffusion System เพื่อฟอกอากาศแบบครบวงจร ก็ทำได้โดยง่าย เพียงแค่เติมน้ำมันหอมระเหยปริมาณ 3 ใน 4 ของตะเกียง ให้ไส้ตะเกียงดูดซึมน้ำมันประมาณ 20 นาที จากนั้นจุดไฟที่หัวตะเกียงให้เปลวไฟลุกโชติช่วง 2 นาที เพื่อให้เกิดความร้อนที่เพียงพอในการสร้างปฏิกิริยา Dual Action แล้วเป่าเปลวไฟให้ดับ ก่อนที่จะปิดหัวตะเกียงด้วยฝาครอบที่ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายฉลุเป็นช่องระบายอากาศ เป็นตัวช่วยในการสร้างการหมุนเวียนอากาศ เพื่อให้กระบวนการฟอกอากาศเป็นไปอย่างสมบูรณ์เพียงเท่านี้ก็จะได้อากาศที่บริสุทธิ์ปราศจากมลพิษใดๆ เช่น ควันหรือเขม่า ทั้งยังมีความปลอดภัยและช่วยประหยัดพลังงานเพราะไม่ต้องใช้ไฟฟ้า


นอกจากคุณสมบัติพิเศษในการกระจายกลิ่นหอม และฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ที่ได้รับการยกย่องในฐานะนวัตกรรมชั้นเยี่ยมแล้ว ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ยังเป็นตะเกียงน้ำหอมที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ มีความหลากหลายทั้งด้านแนวคิดการออกแบบและรูปทรง จึงสามารถเลือกสรรและจัดวางไปเป็นของประดับบ้านตามสไตล์ที่ใช่และที่ชอบ ตั้งแต่สไตล์คลาสสิคไปจนถึงร่วมสมัย 

ตะเกียงของ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ทุกชิ้นจะผ่านกระบวนการออกแบบอย่างประณีตเป็นเวลาหลายเดือน โดยเริ่มต้นจากการร่างแบบด้วยมือ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนร่างแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ในส่วนของตัวตะเกียงจะมีการผสมผสานวัสดุหลากชนิด ซึ่งเลือกเฟ้นเฉพาะวัสดุคุณภาพเยี่ยม  อาทิ แก้วจาก Saint Gobain และ Saverglass ซึ่งเป็นผู้ผลิตแก้วชื่อดังของฝรั่งเศส หรือกระเบื้องพอร์ซเลนเนื้อดีจาก Jars และ Artoria ที่ต่างเป็นผู้ผลิตพอร์ซเลนชั้นเยี่ยมของฝรั่งเศสเช่นกัน  ที่สำคัญผ่านการสร้างสรรค์รูปแบบโดยทีมดีไซเนอร์ชื่อดัง เช่น Jean-Baptiste Sibertin Blanc ที่เคยมีผลงานออกแบบให้กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Daum และ Hermes มาแล้ว และสุดท้ายผ่านการผลิตอย่างประณีตโดยสุดยอดช่างฝีมือของฝรั่งเศส จนออกมาเป็นตะเกียงน้ำหอมที่มีความสวยงามเยี่ยงงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นของสะสมอันทรงคุณค่าของผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะ ตะเกียงน้ำหอม ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส จะมีการสลักข้อความว่า Made in France


เขียนมายาวขนาดนี้ ผมการันตีว่า ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เป็นตะเกียงน้ำหอมฟอกอากาศหนึ่งเดียวจากประเทศฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในท้องตลาด ทั้งในเรื่องของคุณภาพน้ำหอม การใช้งานที่สะดวก ดีไซน์ที่สวยงาม และความลับที่อยู่ในหัวตะเกียงอันเป็นลิขลิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ที่จะทำให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความหอมในระดับ Luxury  ในทุกค่ำคืน.....
___________________________

ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส  (Lampe Berger Paris)

สาขาสยามพารากอน ชั้น 1 โซนนอร์ท, สาขาเมกาบางนาชั้น 1, สาขาเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 5, สาขาอิเซตัน ชั้น 4, สาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ชั้น 5, สาขาสเปล ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น 1, เดอะ เบดรูม คอมพานี สาขาถนนชิดลม และสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ชั้น 1 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 672 0498

เข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ https://www.facebook.com/lampebergerthai
IG: lamperbergerth_original
www.lampebergerthai.com