MARVIS เปิดตัวยาสีฟันลิมิเต็ด 3 กลิ่นสุดพิเศษ ภายใต้คอนเซปต์ "กลิ่นของการเดินทาง"



เมื่อพูดถึงแบรนด์ยาสีฟันสุดหรู ต้องมีชื่อของแบรนด์ MARVIS (มาร์วิส) ติดอยู่ในอันดับแรกเสมอ แบรนด์เก่าแกที่มาจากประเทศอิตาลี สร้างความสุขของการแปรงฟันด้วยรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เรามักจะเห็นผู้คนที่ชื่นชอบศิลปะและสุนทรีย์ของชีวิตเลือกใช้ยาสีฟัน MARVIS (มาร์วิส) ในการแปรงฟันอยู่เสมอ เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ฟันของเราสะอาด แต่ทำให้เรามีความสุขทุกครั้งเวลาแปรงฟัน ได้รู้สึกผ่อนคลายและเปลี่ยนกลิ่นไปตามอารมณ์ของเราในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี
 
 
 
ล่าสุดผมไปงานเปิดตัว ยาสีฟัน ลิมิเต็ด อิดิชั่นล่าสุดจาก MARVIS (มาร์วิส) จัดขึ้นที่สยามพารากอน ภายใต้คอนเซปต์ "กลิ่นของการเดินทาง" ที่จะทำให้เราได้ย้อนกลับไปสู่ความสุขของช่วงเวลาแห่งการเดินทางท่องเที่ยวง มาพร้อมกับ 3 กลิ่นพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่มีขายในประเทศอิตาลี


ซึ่งในงานนี้ก็จะได้ชิมรสชาติของยาสีฟันแต่ละกลิ่นจากไอศกรีม

 

กลิ่น Limited ของปี 2017 มีทั้งหมด 3 กลิ่น ได้แก่  

Rambas (แรมบัส) หลอดสีเหลือง กลิ่นที่น่าหลงใหลในการเดินทางเพื่อค้นหาวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างคิวบา ชิลี จาไมก้า ริโก้ เป็นกลิ่นที่เต็มไปด้วยความร่าเริงด้วยรสชาติผลไม้สุกงอม เช่น สัปปะรดหวาน มะม่วงอินเดีย ใครที่ชอบกลิ่นแนวผลไม้ผมแนะนำยาสีฟันกลิ่นนี้เลยครับ

Karakum (คาราคัม) เป็นตัวแทนของกลิ่นแห่งการเดินทางจากทวีปที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจากทะเลดำ ไปยังอ่าวเปอร์เซีย ผ่านทะเลทรายมองโกเลีย จึงเป็นกลิ่นที่มีส่วนผสมของมิ้นต์ชั้นดี น้ำส้ม เครื่องเทศหายาก แปรงฟันแล้วรู้สึกสดชื่นมากๆครับ

Royal (รอยัล) ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางบนรถไฟออเรียนซ์เอ็กซ์เพลสแสนหรูหรา สง่างาม ออกเดินทางจากแหล่งอารยธรรมชั้นสูงในกรุงปารีส ไปสู่ตลาดอิสตันบูล เป็นกลิ่นที่ให้อารมณ์แห่งความลุ่มลึก หรูหรา โรแมนติก กลิ่นมีส่วนผสมของมิ้นต์ เลมอนออยล์ ดอกกุหลาบ ส้มแทงเจอรีน และจันทร์เทศ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในบรรดา 3 กลิ่นนี้ครับ


ใครที่อยากลองสัมผัสกับประสบการณ์แห่งความสุนทรีย์ของการแปรงฟัน ยาสีฟัน MARVIS ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ ทำให้บรรยากาศยามเช้าของการแปรงฟันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราสามารถเลือกใช้กลิ่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละอารมณ์ ปากสะอาด หอมสดชื่น จนสัมผัสได้ สร้างความสุขให้กับช่วงเวลาดีๆ เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ศิลปะอยู่ในทุกส่วนของชีวิตเรา แม้กระทั่งช่วงเวลาเล็กๆอย่างการแปรงฟัน”

___________________________
ติดตามข่าวสารของ MARVIS ได้ที่
IG : @Marvisthailand

ประวัติปลอกมือ ake ake Fierce Creature Hand Glove



ถือเป็นงานออกแบบชิ้นพิเศษที่แบรนด์ ake ake ผลิตปลอกมือเงินแท้เสริมกำลังแห่งความดุดัน เสมือนอุ้งมือของสัตว์ประหลาดยุคกลางในตำนานที่มีความโหดเหี้ยม เป็นชิ้นงาน Limited ชิ้นแรกที่มีการรันตัวเลข มีเพียง 11 ชิ้นเท่านั้น  หมดแล้วหมดเลย และไม่สามารถเลือกตัวเลขที่ต้องการได้ โดยเหตุผลที่มี 11 ชิ้นนั้น มาจากตัวเลขโรมันเลขหนึ่ง หรือ ''I''  สองตัวเรียงกัน แทนความหมายของสัญลักษณ์แบรนด์ ake ake

                               มาติณณ์ ทรัพย์พูศิริวงษ์ แฟชั่นบล็อกเกอร์

ผมมีโอกาสได้ลองใส่ปลอกมือ ake ake Fierce Creature Hand Glove แล้ว บอกได้เลยว่าใส่สบายมากครับ เท่มากและช่วยทำให้ลุคดูดุดันเสริมความเฟี๊ยซได้แบบที่ไม่เหมือนใคร

มีการสลักอักษร A ไขว้กัน บ่งบอกชิ้นงานที่ exclusive มากๆ ได้รับเกียรติจากบุคคลมีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมออกแบบ หรือเป็นชิ้นงานที่พิเศษสุดจริงๆ จึงจะมีการสลักอักษร A ไขว้นี้ เป็นผลงานพัฒนาร่วมกับคุณป๊อบ วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นชั้นสูงของเมืองไทย ราคา 7,900 บาท

 ______________________________
ake ake 
ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ โทร.02-2514992
IG : @akeakethailand

รีวิว : นาฬิกาแบรนด์ FREDERIQUE CONSTANT รุ่น CLASSIC HEARTBEAT FC-315M4P6



เดือนมิถุนายนของทุกปี ถือเป็นเดือนพิเศษสำหรับผม เพราะถือเป็นเดือนเกิด แน่นอนว่าทุกปีผมจะให้รางวัลชีวิตกับตัวเองหนึ่งชิ้น เพื่อเป็นตัวแทนของอายุและประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตขึ้นในแต่ละปี ซึ่งปีนี้สิ่งที่ผมกำลังมองหาให้ตัวเอง คือ นาฬิกาข้อมือ Automatic ในสไตล์ Dress Watch (นาฬิกาข้อมือที่เน้นดีไซน์เรียบง่ายแบบ ดูสุภาพ เหมาะสมสำหรับการใส่คู่กับเสื้อเชิ้ตและสูทในงานที่ต้องการความเป็นทางการสูง)

โดยมีโจทย์ในการคัดเลือกนาฬิกาอยู่หลายข้อคือ

1.ต้องเป็นนาฬิกาที่เป็นกลไกลแบบ Automatic 
2.ต้องเป็นนาฬิกาที่ผลิตในประเทศ Switzerland
3.ต้องสามารถมองเห็นกลไกการทำงานได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
4.กระจกที่ใช้ต้องเป็น Sapphire Crystal
5.มีตัวเลขที่แสดงเป็นแบบโรมัน และมีความคลาสสิกใส่ได้ในระยะยาว
6.แบรนด์นาฬิกามีชื่อเสียงในระดับโลก
7.งบประมาณไม่เกิน 1 แสนบาท

เรียกว่าเมื่ออ่านทั้ง 7 ข้อ ก็ถือว่าเป็นงานหนักที่จะต้องหาข้อมูลของแบรนด์นาฬิกาจากทั่วโลก มาเปรียบเทียบเพื่อเลือกนาฬิกาที่ดีไซน์สวยถูกใจและผ่านกฎทั้ง 7 ข้อที่ผมตั้งไว้ เรียกว่าถ้าไม่ผ่านเพียงข้อใดข้อหนึ่งนาฬิการุ่นนั้นก็จะตกรอบไปทันที คุณผู้อ่านทราบมั้ยครับว่าข้อไหนคือกรอบที่ทำให้หานาฬิกายากที่สุด คำตอบคือข้อ 3 และ ข้อ 5 นั่นคือสามารถเห็นกลไกของเครื่องได้และเป็นตัวเลขแบบโรมัน ผมใช้เวลาในการค้นหานาฬิกาจากทั่วทุกมุมโลกจนได้นาฬิกาที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ นาฬิการุ่น CLASSIC HEARTBEAT FC-315M4P6 แบรนด์ FREDERIQUE CONSTANT

นอกเหนือจากกฎทั้ง 7 ข้อ นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นนาฬิกาที่มีการดีไซน์ได้อย่างสวยงามที่สุด สมกับชื่อรุ่นว่า CLASSIC HEARTBEAT อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ FREDERIQUE CONSTANT

เหตุผลที่ผมอยากได้นาฬิกาในสไตล์ Dress Watch เพียงเพราะผมอยากเอาไว้ใส่เวลาเล่นเปียโน และไว้สำหรับเวลาไปดินเนอร์กลางคืน ผมอยากได้นาฬิกาที่มีความโรแมนติก คลาสสิก ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ออกแบบได้อย่างดีเยี่ยม เพราะภาพแรกที่ผมถ่ายลงโซเชียลมีเดียผ่านทางทวิตเตอร์ ผมก็เขียนข้อความไว้ว่า “My Heartbeat” พร้อมกับโพสต์นาฬิกาที่กำลังแสดงการเดินโชว์กลไกบริเวณ 12  นาฬิกา กับบทเพลงที่มีชื่อว่า Moonlight Sonata ของ Bethoven อันเป็นเพลงโปรดของผมนั่นเอง


ผมเห็นนาฬิกาเรือนนี้ครั้งแรกที่สยามพารากอน เป็นรุ่นตัวเรือนทองสายหนังสีน้ำตาลหน้าปัด 40 mm และไปดูอีกครั้งที่เซ็นทรัลชิดลม ก็มีเพียงรุ่นตัวเรือนทองและหน้าปัด ขนาด 38 mm แน่นอนว่าสิ่งที่ผมอยากได้คือ ตัวเรือนสีเงิน Stainless Steel และมีขนาด 40 mm เท่านั้น ทำให้ต้องมีการสั่งนาฬิกาเรือนนี้ไปที่ทางบริษัทผู้นำเข้านั่นก็คือ MARCRORICH MATRO และถือเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้ซื้อนาฬิกาในห้างสรรพสินค้า แต่บุกไปถึงบริษัทเลยทีเดียวครับ ทำให้ในใบรับประกันสินค้าของนาฬิเรือนนี้ถูกเขียนว่า Office  อันเป็นการระบุถึงสถานที่ซื้อนาฬิกาเรือนนี้ แน่นอนว่านักสะสมนาฬิกาทุกท่านก็จะทราบกันเป็นอย่างดีกว่า กล่อง ใบรับประกันและอุปกรณ์ จะช่วยให้นาฬิกาที่สะสมไว้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเก็บ


เรามาลองชมถึงความสวยงามของตัวเรือนนาฬิกาที่ออกแบบได้อย่างลงตัวมากครับ ตัวเลขโรมันสีดำถูกวางในแต่ละตำแหน่ง มองเห็นชัดเจน เข็มนาฬิกาสีดำ ช่องแสดงวันทีอยู่ที่บริเวณ 6 นาฬิกา ช่องแสดงกลไกอยู่บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา ประดับทับทิมสีชมพู นาฬิกาเรือนนี้ใช้ทับทิม 26 เม็ด และความพิเศษอยู่ที่การฉลุวันที่สีทอง ทำให้ทุกครั้งเวลามองเราจะเห็นวันที่อยู่ในช่อง Heartbeat ด้านบนด้วยเช่นกัน สามารถมองทะลุเห็นด้านหลังได้ ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ FREDERIQUE CONSTANT ที่ผลิตนาฬิกาในสไตล์นี้ ซึ่งถือว่าผลิตยากมากและต้องใช้ช่างฝีมือที่มากประสบการณ์ในการผลิตนาฬิกา กระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็น Sapphire Crystal ป้องกันรอยขีดข่วน สามารถมองเห็นกลไกการทำงานด้านหลังของนาฬิกาได้อย่างชัดเจน และใช้ตัวอักษรเขียนทั้งหมดในการสลักดีเทลข้อความต่างบนตัวเรือนนาฬิกาด้านหลัง ซึ่งถือเป็นสุดยอดแห่งดีเทลในการใส่ใจรายละเอียดในทุกส่วนของนาฬิกาเรือนนี้ สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง กันน้ำในระดับ 6 ATM สายหนังสีดำ บักเกิ้ลประทับตรา FREDERIQUE CONSTANT

ผมนั่งพิจารณาความงดงามของทุกสัดส่วนนาฬิกาทั้งด้านหน้าและหลัง รวมทั้งการที่ดีไซน์เนอร์เลือกใช้วงรีมาตัดกับความกลมของตัวเรือนบริเวณด้านหน้า ชื่อแบรนด์ FREDERIQUE CONSTANT และ GENEVA ที่เลือกมาวางไว้อย่างลงตัวเหนือช่องแสดงวันที คือ ความแยบยลในการออกแบบนาฬิชั้นสูงที่ผมต้องปรบมือให้จริงๆครับ ทุกดีเทลใส่ใจในรายละเอียดตามแบบฉบับการผลิตนาฬิกาชั้นสูงของสวิส จนผมอยากจะประทับตรา Excellent ให้กับนาฬิการุ่นนี้เลยทีเดียว


นาฬิกากลไกอัตโนมัติ ที่ประกอบด้วยมือ คุณภาพงานผลิตระดับโลก และมีชื่อแหล่งผลิตอย่าง GENEVA ที่อยู่บนตัวเรือน เป็นสิ่งที่การันตีถึงคุณภาพ ความปราณีต ความใส่ใจในรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ยุคนี้ เราจะเห็นนาฬิกาดิจิตอล นาฬิกาควอตซ์ หรือนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กำลังเป็นที่นิยม แต่ผมรับรองว่าเครื่องจักรกลแห่งภูมิปัญญามนุษย์ที่ถูกสั่งสมมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ทุกชิ้นส่วนสามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องใช้กำลังของแบตเตอรี่ คือ “ความคลาสสิกที่สุด ที่ควรมีโอกาสจะได้สัมผัส” นี่ไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกาบอกเวลา แต่บ่งบอกถึงรสนิยม และนาฬิกาเรือนนี้ยังเป็นเครื่องบันทึกแห่งความทรงจำในช่วงวันพิเศษของผมอีกด้วย “เวลาเป็นของมีค่า เมื่อเราได้เห็นคุณค่าแห่งเวลา” ...


___________________________________

FREDERIQUE CONSTANT รุ่น CLASSIC HEARTBEAT FC-315M4P6
ราคา 76,000 บาท


Instagram : @FrederiqueConstant_Thailand
Facebook :  https://www.facebook.com/FrederiqueConstantThailand

แฟลกชิปแห่งใหม่ อาณาจักรเครื่องเงินแบรนด์ ake ake ณ สยามเซ็นเตอร์ชั้น 3



เสน่ห์ของเครื่องเงิน คือ “สิ่งล้ำค่าที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” ผ่านกระบวนการผลิตหลากหลายขั้นตอนกว่าจะกลายเป็นชิ้นงานที่โดดเด่น จนมีผู้ที่หลงใหลหยิบขึ้นมาใส่เป็นเครื่องประดับประจำตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากศิลปะของอังกฤษในยุคกลาง ก่อกำเนิดแบรนด์เครื่องเงินที่มีชื่อว่า ake ake (เอก เอก) อันแปลว่า “ผู้เป็นหนึ่ง” สะท้อนถึงความเป็นที่สุดแห่งแบรนด์เครื่องเงินสุดหรู ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นยุคเมดิวัล (Medieval Period) ที่จะเห็นได้จากแฟลกชิปแห่งใหม่ล่าสุด ณ ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์


เมื่อหยุดมองผ่านกระจกหน้าร้าน เราจะเห็นการจัดแสดงเครื่องเงินในตำนานบทล่าสุดจัดแสดงไว้ที่ดีสเพลย์หน้าร้าน การตกแต่งในสไตล์ของโบสถ์ (Chapel) ในยุคกลาง โต๊ะกระจกตรงกลางที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางและแรงบันดาลใจในการออกแบบ แชนเดอเลียร์สีดำที่โดดเด่น แต่เทียนทุกเล่มกลับกลายเป็นสีชมพูสด หุ่นชุดเกราะนักรบในสมัยโบราณตั้งเด่นอยู่กลางร้าน ตู้ไม้จัดแสดงเครื่องเงินที่ถูกออกแบบตามศิลปะในยุคกลาง โต๊ะช่างเครื่องเงินพร้อมเก้าอี้ประทับตราสัญลักษณ์ ชั้นวางแขวนเหมือนหีบสมัยโบราณในการจัดแขวนเสื้อผ้าถูกจัดวางไว้มุมหนึ่ง กลิ่นหอมและบรรยากาศ ทำให้เราเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในร้านเครื่องเงินสมัยยุคกลางไม่มีผิด


ฝาหนังสองข้างประดับด้วยภาพถ่ายและผ้าปักชวนในค้นหาปริศนาแห่งความเชื่อมโยงอะไรสักอย่าง นี่คือฐานทัพแห่งใหม่ของแบรนด์ ake ake ที่มาพร้อมกับการเปิดตัวตำนานบทที่ 11 มีชื่อว่า The Forbiddent Forest Part II : Escape (ป่าต้องห้าม ตอนที่ 2  : ต้องรอด) ชิ้นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากเถาวัลย์ในป่าต้องห้าม


ตามตำนานของเรื่องเล่าที่ว่า “หลังจากเหล่าอัศวินผู้ทรยศได้หลบหนีออกมาจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพอธีนา โดยมุ่งหน้าไปยังดินแดนของเทพโพเซดอนเพื่อขอความช่วยเหลือ ผ่านทางป่าต้องห้ามนั้น ไม่เพียงพวกเขาต้องเผชิญหน้าด้วยอาวุธและชุดเกราะที่ได้รับมาจากเทพโพเซดอน กับสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายที่สุดอย่างพญาผีเสื้อผู้เหี้ยมโหด (The Fierce Butterfly) ที่ปกครองป่าต้องห้ามอยู่เท่านั้น แต่พวกเขาต้องเอาตัวรอดจากเหล่าเถาวัลย์พิษและต้นไม้ที่โหดร้ายในป่านั้นอีกด้วย เถาวัลย์พิษและพันธุ์ไม้ที่โหดร้ายเหล่านั้นคร่าชีวิตมนุษย์ผู้หลงเข้ามาแล้วเป็นอันมาก ด้วยลวดลายและกลิ่นหอมที่ล่อลวงให้ผู้เคราะห์ร้ายติดอยู่ในป่านิรันดร์ แต่สุดท้ายแล้ว เหล่าผู้ทรยศเทพอธีนา ก็สามารถฟันฝ่าออกจากป่าต้องห้ามได้ และมุ่งหน้าไปยังดินแดนมหาสมุทรของเทพโพเซดอน โดยไม่รู้ตัวว่า กองทัพผู้พิทักษ์อันบริสุทธิ์ของเทพอธีนาก็ได้สะกดรอยตามพวกเขาอย่างกระชั้นชิด


ชิ้นงานที่โดดเด่นที่สุดในบทนี้คือ แหวน Fierce Vine Open Back (4,290 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายเกี่ยวพันของเถาวัลย์ รูปแบบของต้นไม้ในยุคกลางที่สามารถเห็นได้จากศิลปะการดัดโลหะในยุคศตวรรษที่ 15 และ 16



ลักษณะของใบไม้ที่ได้มาจากภาพปักต้นไม้แห่งชีวิต ที่เป็นการปักผ้าด้วยมือสำหรับประดับฝาผนังที่ Merton Abbey เมือง Surrey ประเทศอังกฤษ แหวนสองนิ้วลายพญาเถาวัลย์ใหญ่ไขว้ (5,500 บาท) ก็ถือเป็นอีกชิ้นเด่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตำนานบทนี้


แหวนพญาเถาวัลย์ที่โดดเด่นด้วยลวดลายชัดเจน (4,900 บาท) มีความพิเศษที่สามารถหมุนได้รอบด้าน เหมือนเถาวัลย์ที่กำลังพันอยู่บนปลายนิ้ว แหวนคอลเลคเตอร์ประจำแชปเตอร์ เป็นเถาวัลย์เล็กที่มีความละเอียด มีความระยิบระยับเมื่อแสงไฟมาตกกระทบตัดกับเหลี่ยมมุมของแหวนได้เป็นอย่างดี (1,900 บาท)


อีกหนึ่งงานดีไซน์ที่ทุกคนรอคอย คือ สร้อยคอเงิน (19,900 บาท)  และสร้อยข้อมือ (6,500 บาท) ที่สามารถใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสามารถห้อยชาร์มประดับเพิ่มเติมได้


ชาร์มเงินแท้ (1,100 บาท) แกะลายสัญลักษณ์ต่างๆ ของ ake ake สามารถนำไปใส่เพิ่มในสร้อยคอและสร้อยข้อมือในแชปเตอร์ล่าสุดได้อย่างลงตัว


เซตต่างหูก็ยังได้รับความนิยมตลอดกาล (2,000 บาท) โดยมีทั้งประดับพลอยที่มีหนามเตยที่เล็กลง ช่วยให้ความเปร่งประกายในความงามของพลอยโดดเด่นขึ้น สัญลักษณ์เถาวัลย์ไขว้ก็ถูกย่อส่วนมาให้ใส่เป็นต่างหูได้เช่นกัน


Fierce-de-lis Faux Leather Tote Bag (2,900 บาท) มีให้เลือกถึง 2 ลาย คือลาย  Fierce-de-lis (ซ้าย) อันเป็นตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ และ Trio Motifs (ขวา) พิเศษเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท ก็สามารถรับกระเป๋าใบนี้ไปครอบครองได้เลย สงวนสิทธิ์ 1 ใบต่อหนึ่งบิลต่อหนึ่งท่าน จนกว่าสินค้าจะหมด


เมื่อเราได้ดื่มด่ำกับความงดงามของเครื่องเงินที่จัดแสดงไว้ ผนังประตูลับก็ถูกเปิด ห้องลับที่ซ่อนอยู่ข้างใน พร้อมโซฟาหนังเครื่องถ้วยชามอันหรูหรา ขนมมาการองสูตรพิเศษและชาชั้นดีได้ถูกจัดวางไว้อย่างดี พร้อมกับถาดหนังสีดำ ที่เต็มไปด้วยเครื่องเงินในตำนานบทล่าสุด 


ให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษเท่านั้นได้ดื่มด่ำกับการเลือกซื้อเครื่องเงินชั้นเลิศอย่างเป็นส่วนตัว ภายในห้องยังมีคอลเลกชั่นลับจัดแสดงไว้อีกด้วย เพียงไม่นานก็จะได้รับถุงสีดำประดับริบบิ้นสีชมพูพร้อมเข็มกลัดประดับตามแบบฉบับของแบรนด์

 

ภายในล้วนเต็มไปด้วยเครื่องเงินจากช่างฝีมือชั้นหนึ่ง เทคนิคการผลิตด้วยมือทุกขั้นตอน แบรนด์ ake ake  ถือเป็นแบรนด์เครื่องเงินชั้นสูงที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นที่ยอมรับจากผู้คนทั้งในและต่างประเทศ สินค้ามีวางจำหน่ายในดูไบ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นที่ยอมรับในงานเครื่องเงินคุณภาพ ผลงาน hand made ที่ใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการผลิตสินค้าแต่ละแชปเตอร์ด้วยหลักการ 4s

Silver ความใส่ใจในการผลิตเครื่องเงินชั้นสูงในทุกขั้นตอนด้วยมือ เครื่องเงินที่ได้จะต้องดีในระดับชั้นเลิศเท่านั้นก่อนวางจำหน่าย  

Spirit แรงบันดาลใจจากศิลปะยุคกลาง เรื่องราวที่มาที่ไปของงานดีไซน์แต่ละแชปเตอร์ที่เป็นตำนาน ความเป็นออริจินัลในงานดีไซน์ จิตวิญญาณของช่างทำเครื่องเงินที่ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานที่ล้ำค่า

Service การบริการชั้นเลิศที่มอบให้กับลูกค้า การรับประกันเครื่องเงินตลอดอายุการใช้งาน บริการขัดเครื่องเงิน Silver Spa ที่สามารถรอรับได้เลยทันที ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม  ห้องลับ VIP สำหรับดูแลลูกค้าคนพิเศษของแบรนด์

Standard มาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในทุกมิติ จนกลายเป็นแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าระดับ Hi-end  การใส่ใจในทุกรายละเอียดของแบรนด์ เนื้อเงินคุณภาพด้วยเงินแท้ 92.5 ทุกชิ้น แพคเกจสินค้าในระดับ Luxury ใบรับประกัน ผ้าเช็ดเครื่องเงิน ที่จะมีมาพร้อมกับสินค้าทุกชิ้นของแบรนด์

และนี่คือ ความลับของร้านแฟลกชิปแห่งนี้.......

___________________________________

ake ake สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 3 โทร.  02-251-4992

FB : akeakethailand
Instagram : @akeakethailand
Line : @akeakesiamcenter

แคปซูลคอลเลคชั่น DIESEL X ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี 2017


 
ดีเซลแนะนำ “Diesel X” คอลเลคชั่นเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตที่นำสปิริตอันกล้าแกร่งในแบบของดีเซลมาตีความใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันและจังหวะชีวิตอันเปี่ยมด้วยพลังของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง
“ในยุคปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต้องการเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายที่มาพร้อมสไตล์แบบโมเดิร์นเพื่อการสวมใส่ เหมือนเป็นเกราะกำบังสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง” นิโคลา ฟอร์มิเชตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของดีเซลเกริ่น ก่อนจะขยายความต่อว่า “ผมอยากนำเอาแจ็คเก็ตไบเกอร์และกางเกง ซึ่งเป็นเสื้อผ้าชิ้นสำคัญที่เป็นเหมือนดีเอ็นเอของดีเซลอยู่เดิมมารีมิกซ์ใหม่ด้วยการใช้เนื้อผ้าชนิดพิเศษ โดยยังคงไม่ละทิ้งสไตล์ของงานเดนิมที่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบอันโดดเด่นของแบรนด์ดีเซล”


สำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี คอลเลคชั่นเสื้อผ้านี้เน้นไปที่สไตล์โมโนโครม พร้อมธีมลวดลายกราฟิก 4 รูปแบบ อาทิ ลายพิมพ์สแปลทเทอร์สายน้ำสาดกระเซ็นที่ได้แรงบันดาลใจจากนักขับรถมอเตอร์ไซด์ และลายพิมพ์เดนิมสามมิติที่มีการแต่งรายละเอียดของซิปเคลือบสีน้ำเงินอินดิโก

การตัดเย็บมีรายละเอียดที่แม่นยำ ด้วยการเลือกใช้ไนลอน 100% เป็นวัสดุหลักสำหรับเสื้อชั้นนอกที่ทั้งกันลม กันฝน และปกป้องผิวจากรังสียูวี แขนเสื้อตัดเย็บในรูปทรงที่สอดประสานไปกับสรีระของผู้สวมใส่ ด้วยรูปลักษณ์เหมือนแจ็คเก็ตไบเกอร์ทำให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกสบายและมีการติดเทปกันความร้อนไว้ภายในด้วย นอกจากนี้ ยังมีหน้ากากกันฝุ่น และแถบสะท้อนแสงในเวลากลางคืนติดมาบนตัวเสื้อด้วย



เสื้อยืดทีเชิ้ตมีคุณสมบัติแอนตี้แบคทีเรียและดูดซับความชื้นได้ดี จึงช่วยให้สวมใส่ได้อย่างสบาย และไม่ทำให้เกิดคราบเหงื่อบนผิวของเสื้อผ้า นอกจากนี้เนื้อผ้าที่เลือกใช้ยังดูแลง่าย มีความยืดหยุ่นและคืนรูปได้ง่าย เมื่อนำมาสวมคู่กับกางเกงขายาวไบเกอร์ กางเกงขาสั้น และกางเกงเลกกิ้งไบเกอร์ จะช่วยเติมเต็มสไตล์ของความเป็นเสื้อผ้าสปอร์ตที่เหมาะกับทุกโอกาสมากยิ่งขึ้น


ด้วยปรัชญา “For Successful Living” หรือการใช้ชีวิตอย่างผู้ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของดีเซล คอลเลคชั่น “Diesel X” คือคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับชายหนุ่มและหญิงสาวที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนในแบบที่เราต้องหันมาตั้งคำถามแน่นอนว่า ก่อนหน้านี้เราใช้ชีวิตมาโดยไม่มีเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้ได้อย่างไร

พบกับแคปซูลคอลเลคชั่น Diesel X จาก Diesel ได้เฉพาะที่
สยามดิสคัฟเวอร์รี่        ชั้น G         โทร. 02-021-2173



การกลับมาฮิตอีกครั้งของนาฬิกาเครื่องคิดเลข Casio DBC 32



ผมมีความรู้สึกอยากจะกลับมาใส่นาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio อีกครั้งเมื่อ Youtuber สุดยอดรีวิวเทคโนโลยีคนโปรดของผม NOBA Tech ใส่นาฬิกาเครื่องคิดเลขในการรีวิวมือถือและกระเป๋าสำหรับใส่กล้อง ตลอดการรับชมผมพยายามมองดูที่ข้อมือว่าเค้าใส่นาฬิการุ่นไหน และได้ทราบภายหลังว่านาฬิกาที่เค้าชื่นชอบนอกจาก Apple Watch แล้วก็คือนาฬิกาเครื่องคิดเลขรุ่นคลาสสิกสายเรซินสีดำ มันเป็นคำถามในใจว่าเจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยี ทำไมถึงเลือกใส่นาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio ซึ่งผมก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ถ้าในมุมมองของผมที่ไปตามหามาจนได้และขอเลือกใส่เป็นรุ่น Casio DBC 32 เพราะความสวยงาม ใส่สบาย มองเห็นตัวเลขชัดเจน และดูคลาสสิก รวมทั้งยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เรียกว่าคุ้มค่าเกินราคา เช่น การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ได้ 25 เบอร์ , เป็นเครื่องคิดเลข 8 ตำแหน่ง มีภาษาให้เลือกใช้ 13 ภาษา , ระบบไฟออโต้ไลท์ , จับเวลา , และแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานถึง 10 ปี นอกเหนือจากฟังก์ชั่นต่างๆมากมาย คือ “ความคิดถึงเรื่องราวในช่วงเวลาเก่าๆของอดีต”

ในยุคที่ผมเป็นเด็กจำได้ว่านาฬิกาเครื่องคิดเลขเป็นอะไรที่ฮิตมาก ครูที่โรงเรียนจะไม่ให้ใส่เพราะเด็กๆจะเอาไว้ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ทุกวันนี้เราคงไม่มานั่งจิ้มปุ่มเล็กๆบนหน้าจอนาฬิกันแล้ว ผมใส่เพราะรู้สึกคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น นาฬิกาเครื่องคิดเลข ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนา เจ้านาฬิกาเครื่องคิดเลขนี่ละถือว่าเป็นไอเท็มที่คลาสสิกที่สุด ที่ยังมีจำหน่ายมาจนถึงปัจจุบัน แต่หายากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะสายเรซินสีดำธรรมดา ที่ผมบอกได้เลยว่าใส่สบายมาก รับกับข้อมือสุดๆ เมื่อผมได้ถอด G-Shock แล้วมาใส่นาฬิการุ่นนี้ พบว่าเบาสบายมากครับ มองเห็นตัวเลขได้ชัดเจน รู้สึกมีชีวิตดิจิตอลเหมือนเจ้านาฬิกาเรือนนี้จะช่วยให้เราแปลงร่างได้ (ตามจินตนาการในวัยเด็ก) ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ผมเดินไปซื้อรถทามิย่าไม่มีผิด เพียงแต่เจ้านาฬิกาใช้ดูเวลาและอยู่ติดตัวกับเราทั้งวัน ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า เที่ยงตรง สำคัญที่ดูเวลาชัดเจนมากๆ ผมว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของนาฬิกาดิจิตอลเลยทีเดียว

ลองนึกภาพว่าในยุคที่ทุกอย่างเป็นหน้าจอระบบสัมผัส แม้แต่อย่างล้างมือก็เป็นระบบเซ็นเซอร์ การได้กลับมามองฟังก์ชั่นปุ่มกด ตัวเลขบนหน้าจอสีดำๆธรรมดา ไฟสีส้มอำพัน ช่างเป็นความรู้สึกที่มีเสน่ห์เหลือเกิน แล้วก็หาซื้อยากมากครับ ผมพยายามหาตามร้านนาฬิกาทั่วไป จนไปพบกับเจ้าเรือนนี้โดยบังเอิญอย่างที่สุด ที่ร้านนาฬิกา SAN ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น 3 ใกล้โรงภาพยนตร์ ผมพยายามค้มหาจากเวป สยามไทม์.คอม ก็พบว่า “สินค้าหมด” สำหรับราคาที่ผมซื้อเจ้า Casio DBC 32 มาอยู่ที่ราคา 1,640 บาท อาจจะพบว่าราคาสูงกว่าในเวปที่ขาย แต่สำหรับผมนี่ซื้อโดยไม่ต่อราคาเลย เพราะอยากได้มากและหาไม่ได้เลย ผมยังคุยกับเจ้าของร้านว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้นาฬิกาเรือนนี้ แน่นอนว่าเมื่อใส่แล้วทุกคนรอบข้างก็เริ่มสอบถามและอยากได้มาใส่บ้างเช่นกัน ผมเชื่อว่ายังมีแฟนๆของ Casio อีกหลายท่านที่กำลังตามหา อยากใส่ หรือรู้สึกว่าคิดถึงอยากกลับมาใส่ ก็จัดไปเลยนะครับ กระซิบว่าต้องเป็นสายเรซินสีดำเท่านั้น ! เพราะว่าเท่มาก เข้ากับทุกลุค เบาสบาย เข้ากับแฟชั่นสตรีทได้อย่างลงตัว ส่วนใครที่ไปตามหามาแล้ว ใส่มาโชว์กันในไอจีแล้วแท็กมาที่ @Martinphu  บ้างนะครับ #DBC32 เราก็จะได้เห็นเพื่อนๆจากทั่วโลกที่ใส่นาฬิการุ่นนี้เช่นกัน “เวลาเป็นของมีค่า และนาฬิกาก็ช่วยทำให้เราเห็นเวลาอย่างเป็นรูปธรรม” แต่ความคลาสสิกของนาฬิกาเครื่องคิดเลขนี่ซิครับ เรียกว่าอยู่เหนือกาลเวลา หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็รู้สึกเท่ทุกครั้ง !!!

Fiio X1 และหูฟัง SURE SE214




สิ่งที่ทุกท่านเห็นในภาพนี้คือ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล มีรูปร่างหน้าตาหล่อ ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ผมเชื่อว่าทุกคนมักจะติดปากเรียกเครื่องเล่นแบบนี้ว่า เครื่องเล่น MP3 แต่ในยุคนี้ เราเรียกการกลับมาของเจ้าเครื่องเหล่านี้ว่า "DAP" เพราะเค้าสามารถเล่นเพลงระดับ Hi-Res ที่มีความละเอียดสูง ยิ่งใช้คู่กับแอมป์พกพา รวมทั้งหูฟังขั้นเทพ ก็จะได้คุณภาพเสียงในระดับที่คุ้มค่ากับราคา ในโลกแห่งเครื่องเสียงและคนฟังเพลง ราคาของ DAP มีตั้งแต่หลักพันเป็นคนถึงหลักหมื่น หลายหมื่นด้วยทีเดียว พอๆกับหูฟังที่มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักแสน

การกลับมาใช้เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลที่ไม่ใช่ ipod และเครื่องเล่นที่มีดีมากกว่าแค่เล่นเสียงเพลงธรรมดา แต่ให้คุณภาพคมชัดและมี DAC ในตัว กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาก ยิ่งถ้ามีใครมีแอมป์พ่วงด้วย มีสายรัดระหว่างเครื่องเล่นกับแอมป์แล้วพกพาไปไหนมาไหน ก็แสดงว่าเค้าเป็นคนที่รักในการฟังเพลงมากๆ เพราะสินค้าเครื่องเสียงจริงๆไม่ได้ราคาถูก แต่ก็ไม่ได้แพงเกินเอื้อม อยู่ที่ว่า เราจะลงทุนกับเค้ามากเท่าไหร่เท่านั้นเอง เครื่องเล่นในภาพเป็นของ Fiio รุ่น X1 ส่วนหูฟังเป็นของ SHURE รุ่น SE215 การที่ผมกลับมาใช้เครื่องเล่นพกพาแทนการฟังจากมือถือ ย่อมมีอะไรอยู่แน่นอน ทั้งคุณภาพเสียง แบตที่ทนมากกว่าเดิม และการโอนถ่ายไฟล์เพลงที่ทำได้สะดวกขึ้น แยกเป็นสัดส่วนไม่ปนกับการใช้งานโทรศัพท์ ทำให้นึกภาพย้อนกลับไปถึงสมัยที่ยังมีเครื่องเล่นเทป ซีดี และเครื่องเล่น MP3 ที่ยุคนั้นใส่เพลงได้ไม่กี่เพลง จนตอนนี้เราสามารถมีไฟล์เพลงระดับ Hi-Res ฟังและพกพาไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ผมนั่งจัดอัลบั้มเพลงใหม่โดยไม่ต้องกังวลว่าเม็มจะเต็มไอโฟน เพราะว่าเค้าใส่เม็มแยกได้ เครื่องฟังเพลงเครื่องนี้เป็นบทสะท้อนที่สุด ของโลกที่กำลังจะกลับไปแยกชิ้นส่วนอุปกรณ์จากโลกยุค “มัลติ” จากหนึ่งเครื่องทำได้ทุกอย่าง จนกลายเป็นหนึ่งเครื่องทำได้เพียงอย่างเดียวคือฟังเพลง เล่นวิดีโอไม่ได้ ต่ออินเตอร์เน็ทไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากฟังเพลง แล้วหูฟังที่เลือกใช้ก็ไม่มีไมค์ ไม่มีปุ่มปรับระดับเสียง เพราะเป็นหูฟังที่ใช้สำหรับฟังเพลงจริงๆ เหมาะกับคนที่จะตั้งใจฟังเพลง ฟังเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเล่นประสานกัน ฟังเสียงคนร้อง ฟังเสียงทำนองต่างๆอย่างตั้งใจและสัมผัสกับประสบการณ์เสียงที่ดีที่สุดในแบบที่ควรจะเป็น ชีวิตคนเราก็เหมือนกันครับ ต่อให้เราทำงานได้หลากหลายสารพัด แต่ก็ย่อมจะมีงานที่เราถนัดที่สุด เป็นของจริงที่สุดเช่นกัน...

17/12/2016



วันนี้เป็นวันที่วิ่งทำงานเยอะมากครับ แต่ผมก็มีเวลาแวะไปซื้อของขวัญปีใหม่กับตัวเอง เป็นต่างหูและแหวนในแชปเตอร์ล่าสุดของ ake ake รวมทั้งซื้อฝากลูกค้าญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ตอนนี้แบรนด์ ake ake กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นและกลุ่มคนที่สะสมงานเครื่องเงิน ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งเวลาที่ใส่แล้วมีคนถามถึง ผมพร้อมจะเล่าเรื่องราวของแบรนด์และตำนานของชิ้นงานให้ทุกคนฟังอย่างไม่เคยเบื่อ ผมเห็นความตั้งใจของแบรนด์และทีมงานในทุกดีเทล ake ake มีแต่คำว่าพัฒนาขึ้นทุกวัน มีกลุ่มลูกค้าที่มากขึ้น มีช้ินงานที่หลากหลาย มีบริการและดีเทลของแบรนด์ในแบบที่ยังไม่มีใครทำได้ในวงการเครื่องเงินของเมืองไทย


ตลอดระยะเวลาการเดินทาง ผมเห็นการเติบโตจนมาถึงแชปเตอร์ที่ 10 ทั้งๆที่ผมเองเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์ เห็นของทุกวันจากทั่วโลก ผมเองยังรู้สึกชื่นชอบงานของ ake ake และหยิบมาใส่ติดตัวอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าแบรดน์ไทยแบรนด์นี้ จะเป็นที่ชื่นชอบในต่างประเทศเช่นกัน ผมเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์คนไทย ก็ต้องสนับสนุนแบรนด์คุณภาพที่ตั้งใจทำงานอย่างแน่นอน ช่วงเวลาเดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้วครับ เป็นเทศกาลแห่งความสุข ที่ทุกคนกำลังเตรียมหยุดงาน พักผ่อนเฉลิมฉลอง ซื้อของขวัญ ผมเองก็เช่นกัน ผมชอบช่วงเวลานี้มากที่สุด 

 

ทุกวันรียบเคลียร์ภาระกิจให้เรียบร้อยเพื่อให้ตัวเองมีเวลาว่าง จะได้ทำอะไรที่อยากทำเพิ่มเติม ปีหน้าผมยังตั้งใจทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมตั้งใจมากที่สุดคือ การหาเวลาให้ตัวเองมากขึ้น มีวันของตัวเองที่ไม่ต้องทำงานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 วัน

 
 
ปีนี้เป็นปีที่เหนื่อยมาก เจออะไรเยอะมาก แต่ก็มีความสุขมากครับ ขอบคุณที่ติดตามบล็อกของผมมาโดยตลอด ผมอยู่ตรงนี้เสมอ ที่เดิม.......