MARTINPHU : รีวิวเคสมือถือลายหินอ่อน PORT LAURENT MARBLE ของแบรนด์ IDEAL OF SWEDEN



ตั้งแต่ต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ผมใช้โทรศัพท์ iPhone X ในการทำงานมาโดยตลอด เรียกว่าโทรศัพท์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนวันนึงผมรู้สึกว่าอยากจะทำยังไงให้โทรศัพท์ของตัวเองดูแตกต่าง มีสไตล์ และยังคงความหรูหราในแบบที่ตัวเองชอบ จนผมไปเจอเคสโทรศัพท์ลายหินอ่อนในเว็บของต่างประเทศ แน่นอนว่าสีที่ต้องเลือกก่อน จะต้องเป็นสีดำ แต่บังเอิญผมไปเจอสีที่มีชื่อว่า PORT LAURENT MARBLE ซึ่งถือเป็นสีของหินอ่อนที่มีราคาสูงและหายาก เพราะเนื้อหินอ่อนเป็นสีดำ และจะมีเส้น “Golden Veins สีทองและสีน้ำเงินแทรกอยู่ในเนื้อหิน” ซึ่งมักจะใช้ในการตกแต่งภายในของสถาปัตยกรรมที่ให้ความหรูหราเป็นพิเศษเท่านั้น


เมื่อลองเช็คสินค้าในประเทศไทยก็พบว่ามีวางจำหน่ายที่  Studio7 ,  iStudio by spvi เลยลองแวะเข้าไปดูของจริง ซึ่งเป็นเคสโทรศัพท์ที่สวยมากครับ เป็นของแบรนด์ IDEAL OF SWEDEN เป็นแบรนด์คุณภาพจากประเทศ SWEDEN ซึ่งผมยังไม่ค่อยเห็นรีวิวเป็นภาคภาษาไทย เลยอยากจะแวะมารีวิวเผื่อใครที่กำลังมองหาเคสลายหินอ่อนสวยๆไปใช้กับ iPhone X


บริเวณหน้ากล่องจะเป็นรูปของเคส ที่โชว์ความสวยงามของสีสันของหินอ่อน PORT LAURENT MARBLE จะมีโลโก้ IDEAL OF SWEDEN สลักสีทองประทับอยู่ที่ส่วนล่างของเคสโทรศัพท์  บริเวณด้านข้างซ้ายของกล่องจะมีภาพบอกถึงคุณสมบัติของเคส ว่ามีน้ำหนักเบา มีความบาง เป็นงานออกแบบของแบรนด์ที่เป็น Swedish Design และสัญลักษณ์ Free of  Pollutants ทำให้สบายใจได้ว่าสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุมด้านล่างกล่องจะมีรูปธงเล็กๆไว้สำหรับเปิดกล่องซึ่งมีฝาพับเป็นแม่เหล็กในตัว


เมื่อเปิดกล่องดูด้านในเราจะเห็นฟังก์ชั่นพิเศษที่อธิบายไว้บริเวณด้านซ้ายมือ เคสของ IDEAL OF SWEDEN รุ่นนี้จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเคสของแบรนด์อื่นๆตรงที่สามารถใส่กับเคส Wallet ของแบรนด์ได้ ซึ่งจะมีช่องใส่บัตรมาเพิ่ม โดยจะยึดกันด้วยแม่เหล็ก  วันไหนเราอยากจะ Mix & Match กับเคสแบบฝาพับเพื่อเพิ่มช่องใส่บัตรก็ทำได้เลย ผมชอบไอเดียตรงนี้มากครับ เพราะบางวันไม่อยากพกกระเป๋า เราก็อาจจะนำไปใช้กับ Wallet ของแบรนด์ได้เลย สมกับเป็นงานดีไซน์ของ SWEDEN จริงๆ ไว้มีโอกาสไปซื้อ Wallet มาเพิ่มแล้วจะรีวิวให้อ่านกันนะครับ


ส่วนตัวเคสต้องบอกเลยว่าสัมผัสได้ถึงวัสดุที่ดีเยี่ยม หรูหรา มองแล้วเหมือนกับหินอ่อนจริงๆ ด้านในจะบุด้วยกำมะหยี่ชนิดละเอียด ที่สลักโลโก้ของแบรนด์ไว้เช่นกัน และมีป้ายอธิบายถึงแคมเปญของแบรนด์ที่อยากจะให้ผู้ใช้ร่วมแชร์ภาพถ่ายลงโซเชียลมีเดีย ผ่านแฮชแท็ก #idealofsweden เพื่อลุ้นรับรางวัลประจำเดือนของแบรนด์อีกด้วย


เคสของ IDEAL OF SWEDEN จึงเป็นเพียงมากกว่าเคสสำหรับใส่มือถือ แต่ถือเป็นแฟชั่นไอเทมที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกเลือกที่จะเก็บสะสมในแต่ละคอลเลคชั่น เพื่อนำไปใส่กับเสื้อผ้าในแต่ละลุคสร้างความสนุกเวลาที่เราแต่งตัว หยิบขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟี่หน้ากระจก ทุกครั้งเวลาที่เราเห็นเคสแมทช์กับเสื้อผ้า ภาพถ่ายเหล่านั้นจึงถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมตลอดมา ความหรูหราและพรีเมี่ยมของวัสดุทำให้ IDEAL OF SWEDEN แตกต่างจากเคสทั่วไปในท้องตลาด และกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เคสดีไซน์ที่ดูหรูหรา จึงช่วยเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้กับผู้ใช้งาน และยังสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็น อย่างวันนี้ผมเลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นสีโปรดที่ผมใส่เป็นประจำ แมทช์กับเคสลายหินอ่อน PORT LAURENT MARBLE ได้อย่างลงตัว เข้ากับนาฬิกาและเครื่องประดับที่ใส่ได้เป็นอย่างดี


รีวิวความรู้สึกหลังใช้งานจริง : สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ เหมือนได้ใช้โทรศัพท์ใหม่ เปลี่ยนบรรยากาศจากโทรศัพท์เครื่องเดิม ให้ดูหรูหราขึ้น และมีความพิเศษด้วยลายหินอ่อน PORT LAURENT MARBLE มีความรู้สึกว่าเวลาถือแล้วคุยโทรศัพท์จะรู้สึกโก้มาก อยากจะโชว์ลายหินอ่อนสวยๆ แล้วเวลาใส่เข้าไปในกระเป๋าคลัทช์สีดำที่ผมใช้ทุกวันก็รู้สึกลงตัวมากครับ ใช้งานจับถนัดมือ ไม่ลื่น และที่ชอบที่สุดคือ “เวลาที่เราวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ แล้วได้เห็นลวดลายของหินอ่อน” ผมว่าตรงนี้คือ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหลงรักเคสอันนี้เป็นพิเศษ ยิ่งใช้แล้วรู้สึกยิ่งชอบ เลยอยากจะมาเขียนรีวิวให้ผู้อ่านทุกท่านได้สัมผัสกันครับ


บางครั้งผมรู้สึกว่าของชิ้นเล็กๆที่เราใส่ใจรายละเอียดในการเลือก ทั้งดีไซน์ คุณภาพ และฟังก์ชั่นที่คุ้มกับราคาที่เราจ่ายไปในหลักพันกว่าบาท ทำให้ทุกวันของเรามีความสุขและยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจดีๆให้กับเราด้วยเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก ลองหาเคสมือถือที่ใช่ในแบบที่ชอบดูครับ รับรองว่าคุณจะมีความสุขเพิ่มมากขึ้นจากเรื่องเล็กๆที่คาดไม่ถึง...

_____________________________

สามารถสั่งซื้อเคส  IDEAL OF SWEDEN  จากผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการได้ที่
SHOPPE : กดสั่งซื้อ  >>> CLICK
LAZADA : กดสั่งซื้อ  >>> CLICK
425DEGREE : กดสั่งซื้อ >>> CLICK

CK CALVIN KLEIN FALL 2018



ตั้งแต่ดิจิทัลครอบครองโลก ตัวตนที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลก็อันตรธานหายไป เกิดเป็นการผสมผสานหลากบุคลิกภาพเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวจนกลายเป็นธรรมเนียม คอลเล็กชั่น CK CALVIN KLEIN FALL 2018 จึงตั้งใจนำเสนอจักรวาลที่เต็มไปด้วยการประกอบขึ้นของวัฒนธรรมและสิ่งอ้างอิงมากมายที่นำมาหลอมรวมจนเกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่ ที่ต่างจากบริบทดั้งเดิม

ฤดูกาลนี้ ต้นแบบเสื้อผ้า CK CALVIN KLEIN จึงได้รับการปรับโฉมและทำขึ้นใหม่ทั้งเพื่อรังสรรค์ความแปลกใหม่ และสร้างสรรค์ความเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาในเวลาเดียวกัน  โดยหยิบเอาวัฒนธรรมของหลายกลุ่มก้อนมาสรรสร้าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของวัยรุ่น ความอเมริกัน ความสวยงามของชุดนักเรียน ชุดพนักงาน รวมไปถึงเสื้อผ้าของชนชั้นแรงงาน


สำหรับคอลเล็กชั่นผู้หญิง มีการนำเอาสูททางการ และผ้าวูลสุดแสนคลาสสิค มาผสานกับแรงบันดาลใจจากศิลปะในการรังสรรค์ โดยด้านโครงร่าง ทีมดีไซเนอร์ใช้สัญลักษณ์แบบอเมริกาน่า ทั้งลายพิมพ์ดอกไม้สีขาว เชิ้ตสไตล์ตะวันตก การผสมผสานลายพิมพ์ดอกไม้กับลายตาราง การปักลายขี่ม้าและลายล่อวัวกระทิง รวมไปถึงฟรินช์ (Fringe) ขณะเดียวกันก็แฝงสีสันสดใส พร้อมกลิ่นอายความหรูผ่านผ้าไวนิลเปล่งประกายระยิบระยับในการทำเสื้อตัวนอก


ขณะเดียวกัน ความเป็นอเมริกาน่าก็ส่งผลมาถึงคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษด้วยเช่นกัน โดยนำเสนอออกมาผ่านการผสมผสานโครงร่างเสื้อผ้าของวัยรุ่น เสื้อผ้ายุค 90 และชุดทำงาน แม้วัฒนธรรมเหล่านี้จะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชุดคาวบอย เสื้อเทรนช์โค้ตแนวทหาร และแจ็กเก็ต Aviator เมื่อเปรียบเทียบกับชายหนุ่มในชุด Tracksuit หรือเสื้อสเวตเตอร์ลายทางแล้ว ทุกลุคมีความเหมือนกันนั่นก็คือเน้นความสำคัญในการใช้งานเป็นหลัก

Diane von Furstenberg Fall 2018



หลังจากขึ้นมากุมบังเหียนนำทีมการออกแบบ นาธาน เจนเดน (Nathan Jenden) ได้นำประสบการณ์พร้อมความคุ้นเคยกับ DVF มากว่า 10 ปี คอลเลคชั่น Fall 2018 นี้ เจนเดน เลือกถ่ายทอดความเป็นสาว DVF ผ่าน ตาร์ลิตา วอน เฟิรสเตนเบิร์ก (Talita von Furstenberg) หลานย่าคนโปรดของ ไดแอน วอน เฟิรสเตนเบิร์ก (Diane von Furstenberg) 


    “ฉันอยากจะพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ณ ขณะนี้ ... ฉันเองก็มีความมุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิมในการสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิงเพราะนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ DVF ไม่ได้ออกแบบแค่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับให้สวยงามเท่านั้น แต่เราออกแบบมาเพื่อให้ผู้หญิงใส่แล้วมั่นใจในตัวเอง ให้เธอรักในสิ่งที่เธอเป็น พร้อมที่จะเป็นผู้นำ และดูแลคนที่เธอรักได้เป็นอย่างดี” ไดแอน วอน เฟิรสเตนเบิร์ก กล่าว  


นาธาน เจนเดน กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบคอลเลคชั่นนี้ว่า “เราวาดภาพถึงการเฉลิมฉลองให้กับผู้หญิง พวกเธอมีทั้งความกล้าหาญ ยืนหยัดในความเป็นตัวเอง เข้มแข็งไม่แสดงความอ่อนแอหากเธอต้องผิดหวัง สำหรับแนวคิดทั้งหมดนี้คือการแสดงเคารพต่อไดแอน, ตาร์ลิตา และต่อผู้หญิงทุกคน" 


เจนเดน มีเวลาเพียงสี่สัปดาห์ในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ผลลัพธ์ของความพยายามและทำงานหนักในครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำสำหรับแฟนๆ คอลเลคชั่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความวินเทจและความทันสมัย เริ่มจาก เจนเดน ได้นำเฮอริเทจพริ้นต์ระดับตำนานทั้ง Chain Link, Square Diamond และ Vintage Leopard มาปรากฎบนแวร๊ปเดรสที่เปรียบเสมือนลมหายใจของ DVF นอกจากนี้ ทั้งหมดจะยังมีปรากฏอยู่บนชุดจั้มสูทสไตล์ยุค1970 รวมถึงกางเกงขากว้างอีกด้วย ในขณะที่แจ็คเก็ตสไตล์วินเทจผ้าเจอซี่สีดำเรียบนำมารีดีไซน์ให้เผยด้านหลังได้สร้างความโดดเด่นน่าประทับใจเช่นกัน 


สำหรับพริ้นต์ที่ต้องจับตามองของซีซั่นนี้ที่นอกเหนือจากเฮอริเทจพริ้นต์แล้ว “แพรอท พริ้นต์” ถือว่าเป็นฮีโร่พริ้นต์ซึ่งเผยโฉมบนพรีทเดรซซิลค์ชีฟองที่ใช้ชื่อว่า Talita Midi Dress ด้านบนเป็นแขนกุดและด้านล่างเป็นพรีทลายแพรอท พริ้นต์สลับเชื่อมต่อกับสีแดงสด สวยสะกดสายตายามเคลื่อนไหวดูคล้ายฝูงนกกำลังโบยบิน


พบกับ Diane von Furstenberg (ไดแอน วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก) หรือ DVF Shop ได้ที่ ชั้น1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม โทร.02-252-4170, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพรารากอน โทร.02-129-4791 ชั้น G ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ โทร.02-003-6410 และชั้น G ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรี่ยม

Vetements Fall/Winter 2018



สายตาทุกคู่ในวงการแฟชั่นกำลังจับจ้องการเดินทางก้าวต่อไปของ Vetements ที่รู้จักกันในนาม ราชาแห่งการฉกฉวยหยิบยืม แต่ใครที่คาดหวังว่าจะเห็นการปรับทิศทางกลยุทธ์ของแบรนด์คงต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะในคอลเลคชั่นนี้ที่ Demna Gvasalia ตั้งชื่อว่า “Elephant in the room” เขาตอกย้ำความจริงที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว แถมยังยืดอกยอมรับว่าเดินตามรอยเท้า Martin Margiela เต็มๆ คราวนี้ Demna กลับไปหารากเหง้าการเป็นนักออกแบบของตัวเอง “และกลับไปใช้แนวทางของ Martin Margiela เช่นเคย”


คอลเลคชั่นดังกล่าวเปิดตัวที่ Paul Bert Serpette (ปอล แบร์ แซร์แปตต์) ตลาดขายแอนทีคที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส เพราะแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลคชั่นนี้มาจากการฉีกรื้อทุกกฎเกณฑ์ของเสื้อผ้าวินเทจและนำมาใส่ทับกันหลายเลเยอร์เพื่อสร้างความแปลกใหม่


นอกจากจะอ้างอิงถึงแบรนด์ Margiela แล้ว Demna ยังไปหาแรงบันดาลใจจากโรงเรียนอนุบาลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ สตูดิโอของ Vetements ในเมืองซูริคด้วย และเริ่มโปรเจคท์ให้เด็กๆ อนุบาลทำเสื้อยืดเพื่อถ่ายทอดความคิด “Elephant in the room”     ในแบบฉบับของตัวเอง 



การถอยตัวเองและทีม Vetements ออกมาจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ โดยการย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นการปลดปล่อยชั้นดี “มันสอนให้ผมเลิกคิด และเริ่มใช้ความรู้สึกแทน” เขากล่าว “เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยงานอ้างอิง มันทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเรา แต่ไม่ได้มีไว้ให้ลอกเลียนแบบ เอาไว้ให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จากงานเดิมเหล่านั้นต่างหาก” เขาทิ้งท้ายว่า “นั่นแหละ คือ ความท้าทาย” 


สำหรับคอลเลคชั่น  Fall/Winter 2018 นี้จะเผยโฉมอยู่ภายใน Vetements Pop-Up Concept Space เปิดให้เหล่าสาวกได้ชมและช้อปอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันนี้ ที่ Club 21 EmQuartier ชั้น M ดิเอ็มควอเทียร์ โทร 02-021-2199

Bionic Earrings Wings and Leaves ต่างหูคู่ใหม่จาก Louis Vuitton



เครื่องประดับ เป็นส่งที่บ่งบอกถึงดีเทลของการแต่งกายได้เป็นอย่างดี ผมชอบต่างหูคู่นี้ของแบรนด์ Louis Vuitton ที่ทำให้ผู้หญิงดูล้ำ ทันสมัย ชิค และมีสไตล์ ฉีกกรอบเดิมๆของการใส่ต่างหู ราคาขายหน้าเว็บไซต์อยู่ที่ 585 USD หรือประมาณ 19,890 บาท โดยที่ข้างหนึ่งเป็นรูปปีกสีเงิน ส่วนอีกข้างเป็นสีทองและมีส่วนตกแต่งเป็นรูปขนนกที่เข้ากัน สลักโลโก้ LV อยู่บนพื้นผิวด้านหน้า


เมื่อดูรายละเอียดด้านหลัง ก็เป็นรูปดอกไม้สี่แฉกในแบบฉบับของ LV ซึ่งใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบ สมกับเป็นแบรนด์ระดับโลกจริงๆ ผมคิดว่าอีกไม่นานต่างหูสไตล์นี้อาจจะมาแรงที่สุดในบรรดาเครื่องประดับ ณ ชั่วโมงนี้

เปิดตัวน้ำหอม Polo Ultra Blue Ralph Lauren



เมื่อพูดถึงน้ำหอมผู้ชายยอดนิยม จะต้องมีชื่อของแบรนด์ Ralph Lauren  ติดอยู่ในอันดับต้นๆอย่างแน่นอนและเป็นแบรนด์ที่ผมใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนเลยทีเดียว จนล่าสุดทางแบรนด์ได้มีการเปิดตัวน้ำหอมรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Polo Ultra Blue Ralph Lauren ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น มีความละมุน และสง่างามในแบบหนุ่ม Polo Ultra Blue โดยมีการเปิดตัวที่หน้าร้าน EVEANDBOY สาขาสยามสแควร์วัน และยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าในร้าน EVEANDBOY ที่จะได้ซื้อในราคาสุดพิเศษ (ราคาปกติ 4,400 บาท EDT ขนาด 125 ml.)


งานนี้เราก็จะได้เห็นหนุ่มหล่อหน้าใสมารวมตัวกัน เพราะถือเป็นแบรนด์ที่ใช้กันได้ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน Polo Ultra Blue จะให้กลิ่นที่สดชื่น สามารถใช้ได้ในวันพักผ่อน วันทำงาน หรือแม้การฉีดน้ำหอมในช่วงเวลาของการออกกำลังกาย


และหนุ่มสุดฮอต ที่เป็นขวัญใจของสาวๆอย่างคุณมิคกี้  ก็มาร่วมพูดคุยถึงความชื่นชอบในน้ำหอม Polo Ultra Blue Ralph Lauren


ทีมผู้บริหาร EVEANDBOY และผู้บริหาร Polo Ultra Blue Ralph Lauren  ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน


ผมถ่ายภาพกับคุณกบและพี่ใหญ่ดนัยแห่ง Do Did Done ผู้จัดงานในครั้งนี้


ผมเชื่อว่าจะต้องมีคำถามที่ว่าระหว่างน้ำหอม Polo รุ่น Blue กับ Polo รุ่น Ultra Blue จะแตกต่างกันอย่างไร ? สำหรับความคิดส่วนตัวของผม ผมคิดว่ากลิ่น Ultra Blue จะสดชื่น ฟุ้งกระจาย สะอาด และเฟรชกว่า ส่วนรุ่น Blue จะให้ความรู้สึกที่ลึก สุขุม เท่ และน่าค้นหาแบบเข้มข้นกว่า หลังจากลองใช้การติดทนถือว่าโอเคเลยทีเดียวครับ ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นอื่นๆของแบรนด์ แต่จะโดดเด่นเรื่องความหอมสดชื่นและดูสนุกกว่าครับ


ใครที่อยากลองก็แนะนำว่าให้ไปลองฉีดของจริงได้ ณ เคาเตอร์ชั้นนำทั่วประเทศ หรือที่ร้าน EVEANDBOY ได้เลยครับ รับรองว่าฉีดแล้วกลิ่นตัวจะดูหล่อขึ้นจนสาวๆเป็นปลื้มอย่างแน่นอนครับ...

การเปิดตัวแชปเตอร์ที่ 13 ของแบรนด์ ake ake “Athena’s Deadly Weapons”



การเปิดตัวแชปเตอร์ที่ 13 ของแบรนด์ ake ake ริ่มต้นด้วยการส่งบัตรเชิญมาในรูปแบบของกล่องไม้ขีด ที่มี QR Code ให้แขก VIP ได้สแกนเพื่อรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Athena’s Deadly Weapons” โดยแรงบันดาลใจในแชปเตอร์นี้ได้มาจาก เก้าอี้ทรมาณ โซ่พันธนาการ และกงล้อแยกร่างของท่านหญิงแคทเธอรีน ตำนานในบทนี้จึงตีแผ่เรื่องราวของนักโทษที่ถูกรัดตรึง ทรมาณให้พูดความจริง จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของแชปเตอร์ อันได้แก่ หอก และหมุดแหลม โดยการนำการออกแบบของกางเขนนักบุญเซนต์มาร์ติน มาปรับรูปแบบยกระดับความสูงของมุมยอด จนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่เรียกว่า หมุดของเทพอาธีนา (Athena’s  Spike)


ในวันงานเปิดตัวแขกของแบรนด์ที่ได้รับบัตรเชิญ จะได้นั่งถ่ายภาพบนเก้าอี้ทรมาณ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก เมืองไรน์ ประเทศเยอร์มัน และถูกนำมาตีความในรูปแบบของ ake ake


สำหรับชิ้นงานที่โดดเด่นและต้องมีเก็บไว้สำหรับแชปเตอร์ที่ 13 คือ แหวน The Deadly Weapons Ring - Double Spikes (3,500 บาท) ซึ่งถือเป็นงานดีไซน์ที่โดดเด่น เปลี่ยนมิติของการออกแบบแหวน โดยมีหมุดยอด Athena’s  Spike สองหนาม ถือเป็นชิ้นงานที่ผมแนะนำมากครับ เพราะว่าใส่สบายมาก เรียกว่าใส่สบายกว่าหลายๆรุ่นที่ผลิตมา และมีความโดดเด่น หากใส่วงเดียว ผมแนะนำว่าให้ใส่นิ้วกลาง หรือจะใส่หลายๆวงให้ดูเรียงกันเป็นสนับมือก็เท่ไปอีกแบบเช่นกัน


หากใครชื่นชอบแบบวงเดียวจบ ก็ต้องแนะนำรุ่น The Deadly Weapons Ring - Triple Spikes  (4,500 บาท) ซึ่งจะมีหมุด Athena’s  Spike สามหนาม ให้ความรู้สึกดุดันและโดดเด่นในแบบฉบับของแบรนด์ ake ake
 

และชิ้นที่ถือว่าโดดเด่นทั้งการผลิต กลไกล และความสวยงามก็ต้องยกให้กับแหวนรุ่น The Deadly Weapons Detachable Spikes Ring (4,900 บาท) แหวนวงนี้สามารถใส่แยกประกอบกันได้ 


ส่วนกำไลชิ้นเด่นของแชปเตอร์ได้แก่ The Deadly Weapons Oversized Bracelet (15,900 บาท) ซึ่งมีการไล่ระดับของหมุด Athena’s  Spike ได้อย่างลงตัวและสวยงาม


สำหรับแหวนที่ผมเลือกมาใส่และรีวิวในแชปเตอร์นี้เป็นแหวน The Deadly Weapons Ring - Double Spikes (3,500 บาท) เพราะใส่ง่ายและดูโดดเด่น สะดวกในการพิมพ์งานหรือใส่ในชีวิตประจำวัน


สินค้าของแบรนด์ ake ake ยังคงรูปแบบการผลิตเครื่องเงินชั้นสูง “ที่มีกฎเหล็กว่าต้องเป็นชิ้นงานที่ทำยาก ใช้งานฝีมือชั้นสูงเท่านั้น” และต้องมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ จึงจะผลิตชิ้นงานมาจำหน่ายในแต่ละแชปเตอร์ สินค้าของแบรนด์จึงเป็นดั่งงานศิลปะที่สวมใส่ได้จริง มีเรื่องราวที่มาที่ไปจากแรงบันดาลใจของอังกฤษยุคกลาง และเต็มไปด้วยความ Fierce คุ้มค่ากับการลงทุน เป็นแบรนด์ที่มีดาราศิลปินสวมใส่กันมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของยุค เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์เครื่องเงินอันดับหนึ่งของเมืองไทย ผมรับรองว่าถ้าคุณลองสักวงแล้วจะติดใจ จะต้องกลับไปสะสมให้ครบอย่างแน่นอน....


_________________________
ake ake
สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 โทร.02-2514922
IG @akeakethailand

Longines เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ Conquest V.H.P. และรุ่นพิเศษ Conquest 1/110th Roland Garros



Conquest V.H.P. คือ ที่สุดแห่งความเที่ยงตรงของแบรนด์นาฬิการะดับตำนานอย่าง Longines (ลองจินส์)  ซึ่งมีที่มาจากการคัดตัวอักษรย่อของคำว่า Very High Precision ที่ทำให้มั่นใจได้ถึงเครื่องควอตซ์ระดับความเที่ยงตรงสูงพิเศษ +/-  5 วินาทีต่อปี ทั้งยังมีระบบเซตเข็มอัตโนมัติหากนาฬิกาถูกกระแทกหรือถูกแรงดึงดูดจากสนามแม่เหล็ก  ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ Conquest V.H.P. จึงถือเป็นนาฬิกาที่เหมาะสำหรับกีฬาประเภทต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมที่สมบุกสมบัน มีหลากหลายขนาดให้เลือก ทั้งขนาด 41 มม.และ 43 มม. และรุ่นจับเวลามีขนาด 42 มม.และ 44 มม.


และในปี 2018 ยังมีการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Conquest 1/110th Roland Garros เพื่อฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานของลองจินส์ที่ได้จับมือเป็นพาร์ทเนอร์อยู่คู่กับศึกการแข่งขันเทนนิสระดับโลก French Open Tennis Championship มากว่า 11 ปี  ซึ่งถือเป็นนาฬิกาสายสปอร์ตสุดหรู เหนือระดับของนาฬิกาควอทซ์ทั่วไป เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงของความเที่ยงตรง หน้าปัดสีเทา โดดเด่นด้วยเข็มจับเวลาสีส้มเปรียบเสมือนตัวแทนของคอร์ตดินแห่งสนาม Roland Garros สามารถกันน้ำลึกได้ 30 เมตร มาพร้อมกับสายนาฬิกา สแตนเลสสตีลแบบบานพับและฝาหลังสลักสัญลักษณ์ Roland Garros ซึ่งถือเป็นความพิเศษที่ทรงคุณค่าสำหรับนักสะสมนาฬิกาและผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเทนนิส


สำหรับบรรยากาศการเปิดตัวในประเทศไทย มีการจัดดินเนอร์สุดหรู ณ โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok และเนรมิตโต๊ะอาหารให้กลายเป็นคอร์ตดินแห่งสนาม Roland Garros ด้วยเทคนิคการฉายภาพแบบพิเศษ
 


ที่สร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงาน เพราะความพิเศษของสนามแข่งขัน Roland Garros  ถือเป็นสนามการแข่งขันแกรนด์สแลมรายการเดียวที่แข่งบนคอร์ตดิน ด้วยลักษณะพื้นฐานของคอร์ตดินที่แตกต่างไปจากประเภทอื่น ทั้งความเร็วและการกระดอนของลูก นักเทนนิสจึงต้องใช้ทักษะและความชำนาญพิเศษในการเล่น ส่วนชื่อ Roland Garros (โรลังด์ การ์รอส) นั้นเป็นชื่อนักบินชาวฝรั่งเศสที่เป็นคนแรกของโลกที่บินข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้สำเร็จ


และในปีนี้มีเยาวชนไทยที่มีโอกาสไปร่วมเปิดประสบการณ์ระดับโลกที่ประเทศฝรั่งเศส ในโครงการ Longines Road To Future Tennis Aces Tournament 2018 หรือ LFTA 2018 สองนักเทนนิสเยาวชนไทยไปเข้าแคมป์เทนนิสกับสุดยอดตำนานนักเทนนิสระดับโลก สเตฟฟี่ กราฟ และ อันเดร อากัสซี่ พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์เทนนิสแกรนด์สแลมการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพ่น หรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า โรลังด์ การ์รอส ได้แก่ ด.ญ. สลักทิพย์    อุ่นเมือง และ ด.ช. ศุภวัฒน์ แซ่อุ้ย ตัวแทนของประเทศไปแสดงศักยภาพของนักเทนนิสไทยในระดับสาล


นาย-นภัทร เสียงสมบุญ ลองจินส์แบรนด์แอมบาสเดอร์ มาร้องเพลงโชว์เสียงนุ่มๆในงานเปิดตัวนาฬิกา Conquest V.H.P. และจะร่วมไปสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกในครั้งนี้ด้วย ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2561 ณ สนามโรลังด์การ์รอส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส



งานนี้จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงนวัตกรรมอันโดดเด่น ทั้งความเที่ยงตรงแม่นยำ และประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 185 ปีของ Longines แบรนด์นาฬิการะดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ลองจินส์ได้รับเกียรติจับมือเป็นพาร์ทเนอร์คู่การแข่งขันเทนนิสคอร์ตดินระดับโลกอย่าง Roland Garros เมื่อสองที่สุดแห่งวงการนาฬิกาและกีฬามาเจอกัน นั่นย่อมหมายถึงที่สุดแห่งคุณภาพและความหรูหราที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครอง...