แหวน The Apollo Guardians จากแบรนด์ ake ake



ครั้งแรกหลังจากที่ได้เห็นแหวนวงนี้ใส่อยู่บนนิ้วตัวเอง ผมก็บอกเลยว่านี่ละคือสิ่งที่รอคอย เพราะว่าผมมีแหวน ake ake เยอะมาก และมีแหวนที่ดีไซน์เรียบๆแต่มีอะไรไม่กี่วง วงที่เรียบที่สุด ใส่แล้วคนก็อาจจะมองให้รู้ว่าเป็น ake ake แต่พอมาถึงวงนี้ ผมชอบมากกกกกกกก เพราะว่า ผิวสัมผัสเรียบโชว์เนื้อเงิน มีตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ Fierce-de-lis ออกมาเป็นเซตคู่ วงเล็กคือใส่สบายนิ้ว ใส่ได้ทุกวัน แล้วผมก็ชอบใส่แหวนนิ้วนางทั้งขวาและซ้ายมาก เรียกว่าใส่เบอร์ 9 ได้พอดีอย่างที่สุดครับ แล้วเพิ่มด้วยลุคที่ดูแน่นขึ้น กับวงใหญ่ที่มีเนื้อเงินที่หนาขึ้น มีหมุดขั้นระหว่างกลาง ผิวสัมผัสของเนื้อเงินสองชั้นทำให้ดูเรียบแต่มีอะไร ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ตรงกลางเค้าทำให้หมุนได้ เทคนิคแหวน Spiner เป็นอะไรที่ทำยากมากครับ แล้วถ้าทำให้เรียบ เกลี้ยง เนียน นี่คือยากที่สุด เพราะทุกอย่างต้องพอดีเท่านั้น เรียกว่าแบรนด์ได้โชว์ศักยภาพของช่างเครื่องเงินชั้นสูงที่สุด ในรูปแบบที่เรียบโก้ที่สุด และมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สุด ใส่เป็นเซตแล้วสวยมากครับ ผมจะใส่วงใหญ่นิ้วโป้ง และวงเล็กนิ้วกลาง 


หลังจากที่ใส่มาทั้งวันตั้งแต่เปิดตัววันแรก ผมประทับใจมาก ทั้งดีไซน์ น้ำหนัก ความใส่สบาย ปกติแหวน ake ake เค้าจะมีสโลแกนที่ทุกคนเรียกว่าเจ็บในระดับที่ทนได้เพื่อความสวยงามของลายที่คมชัด แต่วงนี้ ผมบอกได้เลยว่า ใส่ได้ทุกวัน เข้าได้กับทุกลุคของการแต่งตัวจริงๆ แล้วยังมีกระเป๋าคลัทช์ในซีรีย์ Apollo Guardians ออกมาด้วย สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าครบ 3,000 บาทก็จะรับกระเป๋าใบนี้ไปทันที ผลิตจำนวนจำกัด ช่วงนี้แหวน ake ake ผลิตน้อยมากครับ วงใหญ่ผลิต 71 วง เท่านั้น , วงเล็กผลิต 121 วง ทำให้กระแสตอบรับดีมาก ทุกคนวิ่งไปจับจองเพื่อจะได้เป็นเจ้าของก่อนใคร ผมเชียร์ให้ซื้อทั้งเซตครับเพราะเวลาใส่แล้วมีพลัง 

 

เทพ Apollo เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ตามความเชื่อก็คือ ดูดซับพลังแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มพลังชีวิต ช่วยในเรื่องสัจจะการเจรจาทำงาน เพราะดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานแห่งชีวิต ใส่แล้วมีพลังแน่นอนครับใครอยากได้ก็แวะไปร้าน ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า) ผมแนะนำว่าให้โทรไปสอบถามไซส์ที่ร้านก่อนได้ที่หมายเลข 02-2514922 หรือไลน์ akeakesiamcenter ทั้งนี้ทางแบรนด์มีบริการจัดส่งทั่วประเทศด้วยเช่นกันครับ ใครอยากรับชมคลิปรีวิวกดรับชมได้ตรงนี้เลยครับ >>> คลิปรีวิวแหวน ake ake

The Apollo Guardians Clutch จากแบรนด์ ake ake



ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ ake ake ผลิตคลัทช์ (กระเป๋าถือแบบหนีบ)  พิมพ์ลาย Fierce-de-lis ซึ่งจำหน่ายในราคาใบละ 3,900 บาท แต่พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องเงินครบ 3,000 บาท ก็จะได้รับคลัทช์ใบนี้ไปด้วยครับ มีทั้งหมด 3 สี คือ สีดำ สีน้ำตาล และสีฟ้า โดยสีที่หายากจะเป็นสีน้ำและสีฟ้าตามลำดับ สำหรับในภาพผมเลือกสีน้ำตาลมาให้ชมครับ เป็นสีน้ำตาลที่สวยมาก ดูกลมกล่อม


รีวิวหลังจากที่ทดลองใช้งานนะครับ ต้องบอกว่า จุของเยอะ ใช้งานได้จริงในทุกวัน ผมใส่ได้ทั้งร่มพับ กระเป๋าเงิน กระเป๋าใบเล็ก กุญแจ ไอแพดมินิ หนังสือ แล้วยังมีช่องด้านหน้าที่สะดวกมากในการใส่พวกใบเสร็จต่างๆ ซิปใช้งานง่าย คลัทช์มีน้ำหนักเบา

 

Apollo Guardians Clutch เป็นกระเป๋ารุ่นที่ออกมาพร้อมกับแหวน  Apollo Guardians ซึ่งจะมีลักษณะที่เด่นชัดคือเรื่องของหมุด และตรา Fierce-de-lis (หรือตรา fleur de lis  ที่หลายคนรู้จัก แต่แบรนด์จะเรียกว่า Fierce-de-lis) สีที่ผมรู้สึกว่าคลาสสิกมากคือสีน้ำตาลช็อกโกแลต เวลาตัดกับดำแล้วลงตัว ตรงซิปก็จะมีตรา ake ake  และมีการสกรีนโลโก้ ake ake บริเวณหนังสีดำด้านล่างตรงกลางกระเป๋า ต้องใช้คำว่าแบรนด์ทำงานได้เนี๊ยบมาก ไม่แพ้เครื่องเงินชิ้นเด็ดของแบรนด์เลยทีเดียวครับ


งานนี้ก็อยู่ที่ว่าจะเลือกสีอะไรดี สีดำ อันนี้ผมว่าทุกคนชอบ และเป็นสีเบสิกที่เข้าได้กับทุกชุดและทุกวัน และเป็น ake ake มากที่สุดสีหนึ่งก็ว่าได้ สีน้ำตาล ก็จะให้ความรู้สึกที่หรูหรา ซึ่งเป็นสีที่กำลังได้รับความนิยมมากในวงการเครื่องหนัง สีฟ้าใบนี้ผมบอกได้เลยว่าเวลาถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมาก เด่นกว่าทั้งสองสีที่กล่าวมาครับ ซึ่งสีน้ำตาลและสีฟ้าจะหายากและผลิตจำนวนจำกัดมาก ส่วนใหญ่ลูกค้า VIP ก็มักจะจับจอง ส่วนสีดำเป็นเบสิกที่ใช้งานง่ายที่สุดและเหมาะกับใช้งานในทุกวัน งานนี้ต้องรีบกันหน่อยนะครับ ซื้อสินค้าเครื่องเงินแบรนด์ ake ake เพียง 3,000 บาทก็จะได้รับไปท่านละ 1 ใบ ของมีจำนวนจำกัดมาก ต้องแวะไปที่ร้าน ake ake สยามเซนเตอร์ชั้น 1 (หรือที่เรียกว่าชั้น 3 เก่า)  หรือโทรไปสอบถามกับทางหน้าร้านได้ที่เบอร์ 02-2514922) ได้เลยครับ

The Fierce Twist Tree Spinner Ring แหวนลงยาที่ได้แรงบันดาลใจจาก กระจก Stained Glass ในยุคกลาง




เข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ในการเปลี่ยนฤดูกาล นิตยสารต่างๆจะอัดแน่นไปด้วยโฆษณาสินค้าตัวใหม่ล่าสุด แฟชั่นและศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันแบบแยกกันไม่ออก แบรนด์ ake ake เองก็มีสินค้าตัวใหม่ล่าสุด ที่แสดงแสนยานุภาพของแบรนด์เครื่องเงินชั้นนำมาประชันด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ  The Fierce Twist Tree Spinner Ring แหวนที่ได้รับแรงบันดาลใจของสีสันจากกระจก Stained Glass ในยุคกลาง ผ่านเทคนิคการลงยาชั้นสูงที่ต้องอาศัยความชำนาญของช่างและความลับในการผลิต ทำให้ได้เนื้อสีที่สวย เฉพาะไม่เหมือนใคร มีความแข็งแรงทนทานต่อการหมุนวงล้อ Tree Spinner ที่อยู่ตรงกลาง เบื้องหลังผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องประกอบทุกอย่างด้วยฝีมือมนุษย์ อาศัยประสบการณ์ และโชว์เทคนิคที่แบรนด์อื่นๆไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ มีทั้งหมด 3 สี คือ ชุบ Pure Pink Gold, 24 Karat Gold  และ Black Rhodium

 
The Fierce Twist Tree Spinner Ring อยู่ที่ราคา 7,000 บาทเท่ากันทุกวง แต่ละวงจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สำหรับวงที่ผมเลือกใส่เป็นชุบทองและลงยาสีเขียว ผมว่าสีเขียวกับสีของทองคำ เวลาตัดกันสวยมาก และมีแบรนด์ทำน้อยมาก ใส่แล้วดูโดดเด่นมากครับ เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างอยู่ที่นิ้วของเรา สีขาวกับทองชมพูให้ความรู้สึกที่อ่อนโยน หรูหรา สีดำชุบโรเดียม ให้ความรู้สึกที่ลึกลับน่าค้นหา ทั้ง 3 สีจะมีความเด่นชัดในแบบของตัวเองมาก


หลังจากลองใส่แล้วมีพลังมาก เวลาเครียดก็สามารถหมุน Tree Spinner ได้ ผ่อนคลายมาก ความเย็นของเครื่องเงินแท้ จะช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี วางไว้แล้วหยิบมาหมุนชื่นชมความงดงามของงานศิลปะอันล้ำค่าได้ตลอดเวลา หรือจะใส่กับสร้อยคอ กลายเป็นแหวนห้อยคอก็โดดเด่นมาก


และที่พิเศษกว่านั้นคือ ทุกวงจะมีหมายเลขกำกับไว้ที่แหวน ว่าเป็นวงที่เท่าไหร่ อย่างวงที่ผมใส่เป็นวงที่ 5/41 หมายความว่า เป็นวงที่ 5 ใน 41 วงของคอลเลคชั่นลงยาสีเขียวชุบทอง ซึ่งทั้งหมดในคอลเลคชั่นพิเศษนี้ผลิตเพียงแค่ 121 วงเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย ทุกวงจึงมีความหมายมากในแง่ของการเก็บสะสมในระยะยาว ในเดือนแห่งการเปลี่ยนฤดูกาลแฟชั่น ผมว่าแหวนวงนี้ปังที่สุด และใส่ได้จริงสบายนิ้วคุ้มค่าแก่การลงทุนมากครับ ใครอยากได้ก็แวะไปได้ที่ร้าน ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 3  โทร.02-2514922 เพื่อเช็คสินค้าก่อนได้ครับ หรือใครอยากให้ทางร้านจัดส่งก็สามารถเช่นกันสะดวกมาก เป็นแหวน Statement ที่ใส่แล้วรู้กันไปเลยว่า ake ake ของแท้ แน่นอนครับ !!!

‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นสตรีสุดหรู เปิดตัวคอลเลคชั่น FW 2017



‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นสตรีสุดหรู ที่เน้นความยูนีคมีเอกลักษณ์ ฝีมือของดีไซน์เนอร์ไทยเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง จ๋า ‘ณิชา จิรกิติ’ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์แห่งแบรนด์นิช ทายาทแบรนด์ Noriko รุ่นที่สามที่ผันตัวออกมาสานต่อแพชชั่นของตัวเองผ่านสไตล์แฟชั่นที่สะท้อนตัวตน 


พร้อมเปิดตัวแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2017 ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นพื้นเมืองตะวันออกกลางแบบโมร็อคโค ด้วยดีไซน์ที่อัดแน่นไปด้วยลวดลายอันละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวา ภายใต้โทนสีอันอบอุ่นประดุจดั่งแสงสุดท้ายของตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า ณ ทะเลทรายซาฮาร่า


‘นิช’ NICH แบรนด์แฟชั่นที่ผสมผสานสไตล์แบบดั้งเดิมบวกเข้ากับลูกเล่นต่าง ๆ ในสมัยใหม่ เกิดเป็นสไตล์แฟชั่นที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับชุดที่มีซิลูเอ็ตเรียบง่ายแต่ถ่ายทอดความเป็นเฟมินีนที่ละเอียดอ่อนได้อย่างดี ผ่านวัสดุและศิลปะการตัดเย็บที่สุดแสนจะปราณีต โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ กับสไตล์แฟชั่นที่สามารถสวมใส่ได้ทุกจังหวะของชีวิต ทั้งไลฟ์สไตล์กลางวันและกลางคืน


ในฤดูกาล Fall/Winter 2017 ‘NICH’ เติมความสนุกมีชีวิตชีวา เข้าไปผ่านลวดลายและสีสันที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นพื้นเมืองที่เน้นแพทเทิร์นและลวดลายที่แปลกใหม่ พร้อมเติมความจัดจ้านไว้อย่างลงตัวในแบบเฟมินีนจากการประดับด้วยพู่และระบายที่เสริมความสง่างาม แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นนิช ด้วยการตัดเย็บและปักตกแต่งอย่างพิถีพิถันช่วยเพิ่มรายละเอียดความหรูหราภายใต้สีสันอันอบอุ่นเสมือนบรรยากาศแห่งแสงสุดท้ายของตะวันที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีชมพูอมแดง ไปยังสีฟ้า น้ำเงินและดำ อันเป็นที่มาของสีสันในแฟชั่นคอลเลคชั่นนี้ 


โดย ‘NICH’ ได้มีการหยิบกลิ่นอายของโมร็อคโคมาถ่ายทอดผ่านลวดลายปักและลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยดีเทลสะท้อนความเป็นพื้นเมืองแบบฉบับโมร็อคโคผ่านเนื้อผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์บางเบาอย่าง ผ้าออร์แกนซ่าหรือผ้าชีฟอง อาทิ แมกซี่เดรสชายระบายปักเลื่อมที่มีเส้นสายลวดลายดอกไม้อ่อนหวานของผืนป่าเขตร้อน เดรสปาดไหล่พิมพ์ลายประดับพู่แบบอสมมาตร ชุดเกาะอกตัดต่อผ้าลูกไม้ปล่อยชาย เสื้อแขนกุดปักลูกไม้ฉลุลาย สะท้อนเสน่ห์แห่งตะวันออกกลางได้อย่างโดดเด่นและลงตัว
_________________________

พบกับ ‘NICH’ คอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2017 ได้ที่ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ชั้น 1 นอร์ทโซน โทร.02-129-4405 และห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ (ร้าน Noriko) ตึก C ชั้น 1 โทร.02-003-6656 ติดตามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://ni-ch.com/ และ https://www.facebook.com/nichclothing/

ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส จับมือ 3 ดีไซเนอร์และบริษัทออกแบบชื่อดังแห่งฝรั่งเศส รังสรรค์ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่นใหม่



เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (30 ตุลาคม 25560) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน เปิดตัวตะเกียงน้ำหอมสุดหรูจากปารีสแบรนด์ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ซึ่งมีตะเกียงที่ออกแบบร่วมกับนักออกแบบชื่อดังถึง 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่น CURVE (เคิร์ฟ), DIAMANT (ไดแมนท์)  และ PAMPILLE (แพมพิล) เหมาะสำหรับนักสะสมตะเกียงน้ำหอมลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส มากๆครับ
 

สำหรับรุ่นที่ผมต้องบอกเลยว่าหนุ่มๆห้ามพลาด คือ คอลเลคชั่น DIAMANT (ไดแมนท์) ร่วมมือกับบริษัทออกแบบชื่อดัง ตูร์ เล ทรัวส์ (Tour les Trois) ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะในสไตล์อาร์ทเดโค (Art Deco) สะดุดตาด้วยรูปทรงตะเกียงและฝาครอบโปร่งสี่เหลี่ยมที่สะท้อนถึงความเป็นสุภาพบุรุษ (Masculine) อย่างแท้จริง สะดุดตาด้วยลวดลายนูนแบบเพชรเจียระไนที่มีความแวววาว ให้ความเรียบหรูแฝงไว้ด้วยความเท่ 

 

ใครติดตามแบรนด์  ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) จะทราบว่าส่วนใหญ่ตะเกียงน้ำหอมจะมีลักษณะโค้งมน รุ่นนี้ตอบโจทย์หนุ่มๆที่รักการแต่งบ้านและอยากได้ตะเกียงน้ำหอมชั้นดีจากปารีสไว้ประดับที่ห้องอย่างแน่นอนครับ มีให้เลือก 3 สีในแบบโปร่งแสง ได้แก่ ขาวใส เทา และสีน้ำผึ้ง ความสูงขวดตะเกียง 14.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 345 มิลลิลิตร ราคา 5,270 บาท


ส่วนตะเกียงคอลเลคชั่นถัดมา ที่คุณยูกะถือในภาพ ชื่อว่า PAMPILLE (แพมพิล) ร่วมมือกับบริษัทออกแบบชื่อดัง วานิลดีไซน์ (Vanille Design) รังสรรค์ตะเกียงน้ำหอมในรูปทรงขวดแก้วแอนทีค   ในคอลเลคชั่น     PAMPILLE    ดึงดูดทุกสายตาด้วยลายเส้นตาข่าย  แบบคริสครอสที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ฝาครอบโปร่งจรดตัวตะเกียง ดูมีมิติยามแสงไฟกระทบ


เพิ่มความเลอค่าด้วยเทคนิคการเคลือบเงาแบบเมทัลไลซ์ (Metalised Effect) ที่ทำให้ขวดตะเกียงมีความแวววาวระยิบระยับ ดุจดังงานศิลปะประดับบ้านระดับมาสเตอร์พีซ มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเขียว และสีเทา ความสูงขวดตะเกียง 17.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 335 มิลลิลิตร ราคา 5,270 บาท 


เรียกว่า 2 รุ่นทั้ง  DIAMANT (ไดแมนท์) และ  PAMPILLE (แพมพิล) เป็นรุ่นที่แขกที่มาร่วมงานต่างชื่นชอบกันมากครับ เพราะว่ามีความสวยงามหรูหรา แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งคอลเลคชั่นที่มีราคาดีและดีไซน์เรียบง่าย นั่นก็คือรุ่นที่มีชื่อว่า  CURVE (เคิร์ฟ) ซึ่งมีขนาดความจุน้ำหอมที่น้อยกว่า

 
คอลเลคชั่น CURVE (เคิร์ฟ) ร่วมมือกับดีไซเนอร์พันธมิตรอย่าง ฌอง แบ็บติสท์ ซิเบอร์แตง บลังค์ (Jean Babtiste Sibertin-Blanc) ได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูร่วมสมัย 

โดยมีความโดดเด่นด้วยรูปทรงพีรามิดที่มีเส้นโค้งมน ถ่ายทอดถึงความอบอุ่นที่แฝงไว้ด้วยอ่อนละมุน ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและสบายตา เข้ากันกับฝาครอบโปร่งที่เงินเงาทรงทิวลิป มีให้เลือกใน 2 โทนสีแบบโปร่งแสง ได้แก่ สีฟ้า และสีเทา ความสูงขวดตะเกียง 15.5 เซนติเมตร ขนาดบรรจุ 280 มิลลิลิตร ราคา 3,270 บาท
 


และเมื่อมาถึงการเลือกกลิ่นของน้ำหอมที่จะใช้ในตะเกียง ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 40 กลิ่น งานนี้เรียกว่าดมกันจนเหนื่อยครับ แต่กลิ่นที่ผมอยากจะแนะนำให้ลองใช้เป็นกลิ่นแรกสำหรับใครที่ยังไม่เคยลองใช้ นั่นคือกลิ่นที่มีชื่อว่า "PARIS CHIC" กลิ่นจะได้อารมณ์ของความหอมที่ผ่อนคลาย หรูหรา แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ซ่อนความชิคไว้ในกลิ่น ที่ผมเลือกกลิ่นนี้เพราะว่าใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และมีความหอมในสไตล์ PARIS ที่รับรองว่าทุกคนต้องชื่นชอบอย่างแน่นอนครับ สำหรับราคาขวด 1 ลิตร อยู่ที่ 1,970 บาท ถ้าเราจุดทุกวันจะใช้ได้นาน 1 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการจุดตะเกียงน้ำหอมครับ


นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ตะเกียงให้เลือกเยอะมาก จนกลายเป็นของสะสมตกแต่งสำหรับคนที่รักในกลิ่นหอมในแบบฉบับของ  ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เหมาะกับการมอบเป็นของขวัญ ของฝากในช่วงวันสำคัญ หรือให้รางวัลกับชีวิต แน่นอนว่าจะต้องมีคำถามว่าจุดตะเกียงหอมให้ความรู้สึกพิเศษมากกว่าการใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความหอมให้กับบ้านของเราอย่างไร ?

ในมุมมองของผมหลังจากที่นำกลับมาทดลองใช้เองที่บ้าน ต้องตอบว่าแตกต่างมากแบบเห็นได้ชัดเจนครับ เนื่องจากที่บ้านผมมีทั้งเครื่องพ่นควันอโรมาติก รูมสเปร่ย์ Diffuser แบบเป็นก้านกระจายความหอม ต้องบอกเลยว่า ตะเกียงน้ำหอมของ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ชนะแบบขาดลอย ในเรื่องของความหอมที่ทนทาน นานกว่าและให้คุณภาพของกลิ่นที่ดีกว่า รวมทั้งช่วยฟอกอากาศได้ดีกว่า เพราะตะเกียงจะดึงเอาออกซิเจนเข้าไปข้างในแล้วกระจายความหอมผ่านความร้อนบริเวณหัวตะเกียง เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงห้องยังหอมแบบอบอวลเหมือนตอนจุดตะเกียงในช่วงแรก ถือว่าการทำงานของตะเกียงมีประสิทธิภาพดีมากครับ ที่สำคัญคือกลิ่นของน้ำหอมเป็นกลิ่นที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมใครที่ลองใช้แล้วจะติดใจกลับมาซื้อเพิ่มทุกคน และทำให้แบรนด์อยู่ได้นานกว่าร้อยปีจนถึงปัจจุบัน


ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ถือเป็นแบรนด์ที่เก่าแก่มาก มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี โดยมี PRODUITS BERGER SAS เป็นบริษัทผู้ก่อตั้งและผู้ผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายทั่วโลก โดย ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 117 ปี กำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1898 เริ่มจาก มร. มอริส เบอร์ชเย่ (Mr. Maurice Berger นักวิทยาศาสตร์ (เคมี) ชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้นและประดิษฐ์ตะเกียงน้ำหอมเพื่อช่วยฟอกอากาศในห้องพักโรงพยาบาลให้สะอาดและปราศจากเชื้อโรค ต่อมามีการพัฒนาต่อยอดเป็น ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส ตะเกียงน้ำหอมที่มีคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือจากการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ กำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างกลิ่นหอมและบรรยากาศที่สดชื่นภายในบ้าน ด้วยกระบวนการ Catalytic Diffusion System นวัตกรรมอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (ปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรทั้งในแง่นวัตกรรมการผลิต การกระจายกลิ่น ตัวขวด รวมทั้งตัวหัวต่อกับไส้ตะเกียง)  


ตะเกียงน้ำหอมหนึ่งเดียวที่ฟอกอากาศได้จริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยกระบวนการ Catalytic Diffusion System อันทรงประสิทธิภาพของลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส ที่ทำงานสองหน้าที่ในเวลาเดียวกัน (Dual Action) โดยจะทำหน้าที่ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ด้วยการสลายมวลอากาศที่ไม่บริสุทธิ์และกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยการแตกตัวของน้ำมันหอมระเหยเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก และมีประจุลบไปดักจับแบคทีเรียที่ลอยอยู่ในอากาศ และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่แผ่กลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ และให้กลิ่นหอมที่ยาวนาน เนื่องจากไม่มีโมเลกุลของอากาศที่ไม่บริสุทธิ์มาขัดขวางการทำงาน 

ซึ่งการก่อให้เกิดกระบวนการ Catalytic Diffusion System เพื่อฟอกอากาศแบบครบวงจร ก็ทำได้โดยง่าย เพียงแค่เติมน้ำมันหอมระเหยปริมาณ 3 ใน 4 ของตะเกียง ให้ไส้ตะเกียงดูดซึมน้ำมันประมาณ 20 นาที จากนั้นจุดไฟที่หัวตะเกียงให้เปลวไฟลุกโชติช่วง 2 นาที เพื่อให้เกิดความร้อนที่เพียงพอในการสร้างปฏิกิริยา Dual Action แล้วเป่าเปลวไฟให้ดับ ก่อนที่จะปิดหัวตะเกียงด้วยฝาครอบที่ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายฉลุเป็นช่องระบายอากาศ เป็นตัวช่วยในการสร้างการหมุนเวียนอากาศ เพื่อให้กระบวนการฟอกอากาศเป็นไปอย่างสมบูรณ์เพียงเท่านี้ก็จะได้อากาศที่บริสุทธิ์ปราศจากมลพิษใดๆ เช่น ควันหรือเขม่า ทั้งยังมีความปลอดภัยและช่วยประหยัดพลังงานเพราะไม่ต้องใช้ไฟฟ้า


นอกจากคุณสมบัติพิเศษในการกระจายกลิ่นหอม และฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ที่ได้รับการยกย่องในฐานะนวัตกรรมชั้นเยี่ยมแล้ว ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ยังเป็นตะเกียงน้ำหอมที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ มีความหลากหลายทั้งด้านแนวคิดการออกแบบและรูปทรง จึงสามารถเลือกสรรและจัดวางไปเป็นของประดับบ้านตามสไตล์ที่ใช่และที่ชอบ ตั้งแต่สไตล์คลาสสิคไปจนถึงร่วมสมัย 

ตะเกียงของ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ทุกชิ้นจะผ่านกระบวนการออกแบบอย่างประณีตเป็นเวลาหลายเดือน โดยเริ่มต้นจากการร่างแบบด้วยมือ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนร่างแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ในส่วนของตัวตะเกียงจะมีการผสมผสานวัสดุหลากชนิด ซึ่งเลือกเฟ้นเฉพาะวัสดุคุณภาพเยี่ยม  อาทิ แก้วจาก Saint Gobain และ Saverglass ซึ่งเป็นผู้ผลิตแก้วชื่อดังของฝรั่งเศส หรือกระเบื้องพอร์ซเลนเนื้อดีจาก Jars และ Artoria ที่ต่างเป็นผู้ผลิตพอร์ซเลนชั้นเยี่ยมของฝรั่งเศสเช่นกัน  ที่สำคัญผ่านการสร้างสรรค์รูปแบบโดยทีมดีไซเนอร์ชื่อดัง เช่น Jean-Baptiste Sibertin Blanc ที่เคยมีผลงานออกแบบให้กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Daum และ Hermes มาแล้ว และสุดท้ายผ่านการผลิตอย่างประณีตโดยสุดยอดช่างฝีมือของฝรั่งเศส จนออกมาเป็นตะเกียงน้ำหอมที่มีความสวยงามเยี่ยงงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นของสะสมอันทรงคุณค่าของผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะ ตะเกียงน้ำหอม ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส จะมีการสลักข้อความว่า Made in France


เขียนมายาวขนาดนี้ ผมการันตีว่า ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เป็นตะเกียงน้ำหอมฟอกอากาศหนึ่งเดียวจากประเทศฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในท้องตลาด ทั้งในเรื่องของคุณภาพน้ำหอม การใช้งานที่สะดวก ดีไซน์ที่สวยงาม และความลับที่อยู่ในหัวตะเกียงอันเป็นลิขลิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ที่จะทำให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความหอมในระดับ Luxury  ในทุกค่ำคืน.....
___________________________

ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส  (Lampe Berger Paris)

สาขาสยามพารากอน ชั้น 1 โซนนอร์ท, สาขาเมกาบางนาชั้น 1, สาขาเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 5, สาขาอิเซตัน ชั้น 4, สาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ชั้น 5, สาขาสเปล ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น 1, เดอะ เบดรูม คอมพานี สาขาถนนชิดลม และสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ชั้น 1 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 672 0498

เข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ https://www.facebook.com/lampebergerthai
IG: lamperbergerth_original
www.lampebergerthai.com 

AKExoticColours แต่งแต้มสีสันไปกับเวิร์คช็อปแห่งปีสำหรับลูกค้า VIP แบรนด์ ake ake



ปีนี้แบรนด์ ake ake มีกิจกรรมสำหรับลูกค้าระดับ VIP ที่ชื่อว่า AKExoticColours เป็นการลงยาบนเครื่องเงิน ซึ่งลูกค้าที่ได้รับเชิญก็จะได้รับแหวนวงพิเศษที่มีการสลักไว้ในแหวนว่า "VIP" พร้อมตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ และสัญลักษณ์ 925 ที่แสดงถึงความเป็นเงินเครื่องเงินแท้ ระหว่างที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ผมยังไม่ได้รับแหวนวงในภาพ แต่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการมาร่วมเวิร์คช็อปสุดพิเศษในครั้งนี้ครับ

ก่อนอื่นผู้ที่จะได้รับเชิญมาร่วมงานนี้ จะต้องเป็นลูกค้า VIP  ของแบรนด์จริงๆหรือเป็นผู้ที่มีความสำคัญของแบรนด์ ake ake ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จะได้รับการเชิญให้มาร่วมงาน โดยจะแบ่งออกเป็นรอบและวัน ตามที่แขกแต่ละท่านสะดวก โดย VIP แต่ละท่านสามาถนำเพื่อนสนิทมาร่วมงานได้หนึ่งท่าน กิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้องลับของแบรนด์ ake ake ที่สยามเซนเตอร์ชั้น 3 เรียกได้ว่า ลูกค้าแต่ละท่านจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทางแบรนด์ มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการใช้สีลงยา คอยให้คำแนะนำ ในรอบของผมเป็นคุณแพทที่ช่วยดูแล และมีคุณซาร่าแบรนด์เมเนเจอร์คนเก่ง งานนี้ต้องบอกว่าคุณซาร่าเก่งสมเป็นแบรนด์เมเนเจอร์แห่ง ake ake เพราะเพื่อนสนิทที่ผมเชิญไปเป็นลูกค้าชาวญี่ปุ่น ที่ผมร่วมงานด้วย งานนี้ผมได้เห็นสกิลการพูดคุยภาษาญี่ปุ่นของคุณซาร่าต้องปรบมือให้เลยครับ แต่ผมให้คุณซาร่าบรรยายเป็นภาษาไทยทั้งหมด แล้วผมแปลสรุปสั้นๆให้กับคุณยูกะ ลูกค้าที่น่ารักของผมที่มาร่วมงานในวันนี้

เริ่มต้น เราจะได้แหวนเงินที่ปรับไซส์ได้ เป็นแหวนเงินตรา Fierce-de-lis ให้เราได้เลือกลงสีที่ต้องการ โดยได้แรงบันดาลใจจากกระจก Stained Glass คุณซาร่าอธิบายที่มาของประวัติกระจก Stained Glass ได้อย่างละเอียดมาก เล่าเป็นช่วงเวลาการผลิตพร้อมกับยกไอแพดนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ และเราก็ได้ทราบถึงที่มาของสีต่างๆว่าแต่ละสีให้ผลอย่างไรตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ



สำหรับสีที่ผมเลือกใช้ในครั้งนี้คือ สีขาวดำ อันเป็นสีที่ศักดิ์สิทธิ์ของ MARTINPHU โดยผมเลือกใช้สีดำในการลงยาตัว  Fierce-de-lis และใช้สีขาวเป็นฐานลงยาในส่วนของสามเหลี่ยม ส่วนคุณยูกะ เลือกใช้สีชมพูในการลงยาสี Fierce-de-lis และเลือกใช้สีดำในการลงยาส่วนของสามเหลี่ยม ซึ่งลูกค้าจะลงกี่สีก็ได้ และจะเปลี่ยนสีไปทั้งหมดก็ได้ หรือจะผสมสีใหม่ก็ได้เช่นกัน สามารถลงได้ทั้งเทคนิคแบบบางและแบบบหนา ผมลงแบบหนาจัดเต็มมากครับ เพราะแหวนวงนี้คือมิตรภาพระหว่างการเดินทางของการได้รู้จักแบรนด์ ake ake มีผู้คนมากมายที่เข้ามาอ่านเนื้อหา ติดตามอินสตาแกรม สอบถาม และเดินไปซื้อแหวนแต่ละวงที่ผมแนะนำ แหวน VIP วงนี้จึงเป็นสีขาวดำ ที่ผมตั้งใจลงยาอย่างละเอียดสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้


หลังจากลงยาเสร็จ ต้องบอกว่าเป็นงานที่ใช้ความละเอียดมากครับ ผมเลือกแค่เพียงสองคู่สี ต้องค่อยๆทำทีละส่วนจนเสร็จทั้งวง ค่อยๆเติมสีให้เท่าๆกันในทุกช่อง งานฝีมือไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ake ake มีชิ้นงานลงยาตั้งแต่ Chapter เก่าหลายชิ้น การลงยาเป็นการแสดงถึงยุคแห่งความรุ่งเรือง ศิลปะชั้นสูง ที่สร้างสีสรรค์บนเครื่องเงิน
 

แน่นอนว่าเมื่องานเสร็จแล้ว เราก็จะได้แหวนวงเดียวในโลกที่เป็นผลงานฝีมือของเราเอง แหวนทุกวงประทับตรา VIP ด้านใน และที่สำคัญคือไม่มีจำหน่ายหน้าร้าน ทำให้ผู้สวมใส่และครอบครองรู้สึกถึงความพิเศษ แบบนี้ที่เรียกว่า Exclusive จริงๆ เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญและต้องเป็นผู้รับเชิญที่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้ ถึงจะได้แหวนวงนี้กลับไปครับ 

หลังจากเสร็จกิจกรรมก็มีการเสิร์ฟชาและขนม ผมขอให้คุณซาร่านำมาการองมาให้คุณยูกะทาน คุณยูกะชมว่าอร่อยมาก ผมบอกได้เลยว่ามาการองสูตรของ ake ake ที่สั่งทำขึ้นพิเศษ อร่อยและถูกใจผมที่สุด 


และนี่คือผลงานของ MARTINPHU ครับสำหรับแหวน VIP ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ มีเพียงลูกค้าไม่กี่ท่านในประเทศไทยที่ได้ครอบครองแหวนวงนี้ หลังจากทำเสร็จต้องทิ้งไว้ให้แห้งและผ่านกระบวนการพิเศษ ทางแบรนด์จะจัดส่งแหวนไปให้ลูกค้าคนพิเศษถึงบ้าน หรือสามารถแวะเข้ามารับที่หน้าร้านได้เมื่อแหวนเสร็จ นี่คือ หนึ่งในกิจกรรมดีๆที่แบรนด์ ake ake มอบให้กับลูกค้าคนพิเศษเป็นประจำทุกๆปี ผมเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปแหวนวงนี้จะเป็นตัวแทนแห่งความทรงจำที่ดีๆ ของ VIP รุ่นแรกของแบรนด์ และเชื่อว่าบทความนี้จะอยู่ในความทรงจำทุกครั้งที่มีใครสักคนพิมพ์เรื่องราวของ ake ake แล้วค้นข้อมูลเจอ เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้จากรุ่นสู่รุ่น เหมือนคำกล่าวของ ไมเคิล แองเจลโล ที่ว่า "ฝากร่างกายไปกับพื้นดิน ฝากดวงวิญญาณไว้กับพระเจ้า ฝากชื่อเสียงไว้กับวงศ์ตระกูล ฝากศิลปะไว้กับโลก"....


CK CALVIN KLEIN Travel Wear Fall/Winter 2017


 
 
ช่วงฤดูหนาวเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาทองของการท่องเที่ยว ดังนั้นหนุ่มสาวเจ็ตเซ็ตเตอร์ทั้งหลายต่างก็พากันแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในฝัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเตรียมก็คือเรื่องของเสื้อผ้า ซึ่งนอกจากจะต้องดูดีมีสไตล์แล้ว ยังต้องสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และรองรับทุกสภาพอากาศ ในซีซั่นนี้คงไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าคอลเลคชั่นเสื้อผ้าจาก CK CALVIN KLEIN ที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การเดินทางในช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ


นอกจากเสื้อผ้าสไตล์มินิมัลเรียบเท่ อมตะเหนือกาลเวลาแล้ว CK CALVIN KLEIN ยังได้นำร่องสร้างสรรค์คอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่ใช้สำหรับใส่เดินทางหรือ Travel Wear ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยการเน้นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ดีไซน์เท่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ สร้างสรรค์ออกมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Outerwear, Puffer, Sweatshirt และ Sweater  


เปิดคอลเลคชั่นด้วยเสื้อ Outerwear ที่ถือเป็นไอเท็มที่มีลักษณะอันโดดเด่น ด้วยคุณภาพของวัสดุที่ใช้ การเน้นฟังชั่นการใช้งานเป็นหลัก และที่สำคัญคือการใช้เนื้อผ้าชนิดพิเศษรวมไปถึงการใช้เทคนิคพิเศษในการตัดเย็บที่เรียกว่า Double Face Fabric เป็นการใช้เทคนิคการตัดเย็บเพื่อให้เนื้อผ้าทั้งด้านในและด้านนอกของเสื้อเป็นผ้าชนิดเดียวกัน ช่วยให้รู้สึกนุ่มสบายเวลาที่สวมใส่พร้อมทั้งให้ความอบอุ่นกับร่างกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเทคนิคเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะฝีมือช่างชั้นยอดในการตัดเย็บ


และสำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น ก็ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ซึ่ง CK CALVIN KLEIN ได้สร้างสรรค์เสื้อ Puffer (Down Jacket) เสื้อกันหนาวที่บุด้วยขนห่าน สามารถช่วยเก็บความอบอุ่นของร่างกายได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการท่องเที่ยวในประเทศที่มีอุณหภูมิต่ำ ประมาณ 5 – 10 องศา,  เสื้อ FUR VEST ตัวยาว และกระโปรงที่ทำจากหนังแกะ 100% มีความบางเบาและอบอุ่น สวมใส่สบาย และเสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ดพร้อมกางเกงวอร์มทำมาจากผ้า Sweatshirt ที่มีสัมผัสนุ่มสบาย น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ไม่ยับง่าย และสามารถสร้างลุคคูลได้ทันทีที่สวม และห้ามพลาดจับคู่สร้างคีย์ลุคที่ใครได้เห็นเป็นต้องมองจนเหลียวหลัง


นอกจากนั้นวิธีการช่วยเพิ่มความอบอุ่นในการท่องเที่ยวที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น การเลือกสวมใส่เสื้อด้านในถือเป็นสิ่งสำคัญ เสื้อสเวตเตอร์หรือคาร์ดิแกนจาก CK CALVIN KLEIN ที่ทำจากผ้า Cashmere 100% สัมผัสหรูหรา นิ่มนวลถักทอขึ้นจากขนแพะ Kashmir ซึ่งจะให้ความอบอุ่นมากกว่า Wool อีกทั้งยังผ่านกรรมวิธีการ Boiled (บอยด์) เพื่อให้เส้นใยเกาะตัวกันแน่น เพิ่มความอบอุ่น ทนทาน หากอากาศหนาวไม่มากจะสวมสเวตเตอร์ตัวเดียวก็ได้ แต่ถ้าอากาศหนาวจัดหรือมีหิมะตกแนะนำให้คลุมทับด้วยแจ็คเก็ตเท่ๆ หรือเสื้อโค้ทสักตัว แต่ถ้าเดินทางไปในเมืองที่มีฝนตกบ่อย แนะนำให้เลือกสวมเสื้อนอกที่ทำจากผ้า Nylon โดยอาจสวมสเวตเตอร์ไว้ด้านในเพื่อป้องกันลมที่พัดแรง หรือละอองฝน


______________________________

พบกับคอลเลคชั่น Travel Wear สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ปี 2017 จาก CK CALVIN KLEIN (ซีเค คาลวิน ไคลน์) ได้ที่:

ดิ เอ็มควอเทียร์                       ชั้น M            โทร.02-021-2112
เซ็นทรัลเวิลด์                           ชั้น 1             โทร.02-646-1048
สยามพารากอน                       ชั้น 1             โทร.02-610-7886
เซ็นทรัล ชิดลม (เสื้อผ้าสุภาพสตรี)            ชั้น 1            โทร.02-251-8454
เซ็นทรัล ชิดลม (เสื้อผ้าสุภาพบุรุษ)            ชั้น 4            โทร.02-251-3427
เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต            ชั้น 1            โทร.076-209-279

MARNI MARKET เปิดป็อปอัพสโตร์ครั้งแรกในประเทศไทย


 
 
Marni Market ได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากหลังจากที่มีโอกาสได้ไปเยือนกรุงโตเกียว, กรุงปักกิ่ง และฮ่องกง ในที่สุด Marni Market ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และเปิดเป็น Marni Market ป็อปอัพสโตร์ ครั้งแรกในประเทศไทยที่บริเวณ ชั้น1 โซน LUXE GALERIE ศูนย์การค้า เซนทรัล ชิดลม ใจกลางกรุงเทพมหานคร 


Marni Market คือป็อปอัพสโตร์ที่ยกโลกแห่งจินตนาการของ Marni มาให้แฟนๆ ได้มีโอกาสครอบครองสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟและดื่มด่ำบรรยากาศสุดครึกครื้นที่มาพร้อมสีสันสดใสและลายพิมพ์สุดตระการตา


การตกแต่งและดีไซน์ภายในร้านป๊อปอัพเล่าเรื่องราวพิเศษเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจของ Marni Market ที่คล้ายกับ City Market ทั่วโลก โดยแต่ละองค์ประกอบล้วนสะท้อนถึงแนวคิดด้านสุนทรียภาพของแบรนด์ผ่านความกลมกลืนของรูปทรง วัสดุ และสีสัน


สินค้าภายในร้านได้แรงบันดาลใจจากสิ่งต่างๆจากภายนอกและธรรมชาติ ซึ่งถูกจัดแสดงไว้ในโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นทรงบ้าน ที่ทำขึ้นจากเหล็กดัดและแผ่นไม้แล็กเกอร์ วัสดุที่มักปรากฎตามสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งของ Marni ภายในบริเวณโดยรอบแฟนๆ จะได้พบกับงานออกแบบจำนวนมาก อาทิเช่น นกฟามิงโก้สานมือที่ทำขึ้นจาก PVC, กระเป๋าคอตตอนลายทาง, ที่ใส่แจกันสกรีนลาย, กระเป๋าจักรยาน, กระติกน้ำตกแต่งลวดลาย รวมไปถึงงานออกแบบ Limited Edition อื่นๆ อีกมากมาย


Marni เป็นแบรนด์ที่ไปไกลเกินกว่าขอบเขตของโลกแฟชั่น และเป็นเครื่องแสดงถึงไลฟ์สไตล์ที่อุดมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากการผสมผสานระหว่างการออกจากกรอบความคิดและความสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็นผลงานที่มีความน่าสนใจและลงตัว
Marni Market จะเปิดต้อนรับแฟนๆ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม - 29 สิงหาคม 2560 

ที่ศูนย์การค้าเซนทรัล ชิดลม บริเวณ ชั้น1 โซน LUXE GALERIE
#Marnimaket #Marnith