งาน HOVR Night in Bangkok



เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 กุมภาพันธ์ 2561) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน HOVR Night in Bangkok ซึ่งจัดขึ้นที่เสนาแวร์เฮาส์ สุขุมวิท 50 เพื่อเปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า HOVR (ฮัฟเวอร์) เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่มาเหนือชั้นสำหรับรองเท้าวิ่งของแบรนด์  Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) เทคโนโลยีที่ว่านี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนรวมกัน 1.สลายแรงกระแทก 2.เพิ่มพลังส่ง 3. มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ซึ่งทำให้กลายเป็นพื้นรองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ณ ปัจจุบัน


งานนี้ถือเป็นงานที่รวมตัวเหล่า Influencer (ผู้ทรงอิทธิพล) ในสาขาต่างๆที่รักและเป็นแฟนคลับของแบรนด์มาโดยตลอด ภาพจากซ้ายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผมเองนี่ละครับ MARTINPHU เป็นตัวแทนของแฟชั่นบล็อกเกอร์ ที่รักในการออกกำลังกาย ฟิตแอนด์เฟิร์ม และมักจะใส่รองเท้าสนีคเกอร์กับลุคแฟชั่น ซึ่งวันงานผมเองก็ใส่รองเท้ารุ่น HOVR Phantom สีขาวไปร่วมงานด้วยเช่นกัน ถัดมาเป็น น้องคิวและน้องจ๋า คู่รักการออกกำลังกาย เพราะความฟิต ทำให้ทั้งคู่มาเจอกัน น้องจ๋ายังเป็นเจ้าของเพจ Tidcook ที่นำเสนอการทำอาหารสุขภาพอีกด้วย ส่วนน้องคิวเป็นเทรนเนอร์อาชีพ น้องติก เป็นตัวแทนของหนุ่มนักธุรกิจ ที่ชอบออกกำลังกาย ทั้งตีกอล์ฟ ฟิตเนส และกังฟู มาสเตอร์เจย์ ดีกรีนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย และเจ้าของเพจ ITSMYSTYLE ที่มาการันตีว่าสินค้าของแบรนด์ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) มีคุณภาพเหมาะกับนักกีฬาอาชีพ


งานนี้ผมก็ต้องกระโดดโชว์กันหน่อยครับ ว่ารองเท้ารุ่น HOVR Phantom (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) ช่วยให้เรากระโดดได้สูงขึ้น และรู้สึกถึงความนุ่มสบายเหมือนสภาวะไร้น้ำหนัก ใส่สบาย คู่เดียวจบ ใส่ไปเที่ยว ใส่ออกกำลังกาย และใส่วิ่งได้ ผมชอบพื้น HOVR มากเพราะมีความนุ่มเด้งดึ๋ง และมีพลังส่ง (Energy Return )ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน


ถ่ายภาพให้ชมกันชัดๆ สำหรับรองเท้ารุ่น HOVR Phantom (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) สีแดงสุดร้อนแรง ในราคาคู่ละ 6,190  บาท มีทั้งหมด 3 สี คือ ขาว แดง และดำ

คุณสมบัติ 
1.พื้นเป็นเทคโนโลยี HOVR โฟมนุ่มสุด รับแรงดีสุด และแรงส่งสูงสุด
2.แผ่นรองเท้าด้านในเป็น 4D Footbed ใส่ได้นานทั้งวันไม่เมื่อยเท้า
3.ดีไซน์เหมือนถุงเท้า ทันสมัย
4.ใส่วิ่งระยะไกลได้ ใส่เข้าฟิตเนสได้
5.ด้านหน้ารองเท้ายืดหยุ่นได้ตามรูปเท้า หมดปัญหาบีบหน้าเท้า
6.มีการฝังเซ็นเซอร์ไว้ในรองเท้า เชื่อมต่อกับ app MymapRun ได้
7.ใส่กับเสื้อผ้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ได้ง่าย
8.น้ำหนัก 304 กรัม


รองเท้ารุ่น  HOVR  Sonic (ฮัฟเวอร์ โซนิค)  ซึ่งเป็นรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ มีสี ขาว แดง ดำ ราคา 4,690 บาท

คุณสมบัติ
1.พื้นเป็นเทคโนโลยี HOVR แบบวางไว้ครึ่งหนึ่งของรองเท้า
2.โครงสร้างรองเท้ามีรูระบายอากาศได้ดีมาก
3.บริเวณส้นเป็น TPU แบบแข็ง ช่วยล็อคส้นและป้องกันการสั่นสะเทือน
4.พื้นรองเท้าเป็นแนวเส้นขวาง ช่วยในการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า
5.เหมาะสำหรับใส่วิ่งจริงจัง วิ่งระยะไกล (10-42 km)
6.ดีไซน์แบบต้องผู้เชือกรองเท้า เพื่อปรับความกระชับ
7.พื้นด้านในมีแผ่นรอง สามารถดึงออกได้
8.น้ำหนัก 280 กรัม


และคำถามยอดฮิตคือ ระหว่าง HOVR Phantom กับ HOVR  Sonic จะเลือกซื้ออะไรดี ? ความแตกต่างอย่างแรกคือ ราคาครับ เพราะทั้ง 2 คู่นี้ราคาต่างกัน  1,500 บาท HOVR Phantom จะเหมาะกับแฟชั่นไลฟ์สไตล์ + วิ่ง ส่วน HOVR  Sonic จะเหมาะกับคนที่วิ่งอย่างจริงจัง  ส่วนที่ต่างต่อมาคือดีไซน์ เพราะ HOVR Phantom จะมีดีไซน์เหมือนถุงเท้า และมีความยืดหยุ่นสูงบริเวณหน้าเท้า ส่วน HOVR  Sonic จะเป็นแบบรองเท้าวิ่งระยะไกลที่สามารถผูกเชือกได้ ส่วนสุดท้ายคือพื้น HOVR Phantom จะนุ่มสบายเท้า ใส่ได้ทั้งวันไม่เมื่อยเท้า ส่วน HOVR  Sonic จะแข็งกว่า และสามารถดึงพื้นออกมาได้ เหมาะสำหรับใส่วิ่งจริงจังทั้งระยะสั้นและระยะไกล สำหรับคู่ที่ผมเลือกเป็น "HOVR Phantom" เพราะเข้ากับไลฟ์สไตล์มากกว่า เป็นคู่ Top ของแบรนด์ คุ้มค่ากับการลงทุนครับ


คุณเต๋าสมชาย คุณพิตต้า คุณแหม่มผู้บริหารของแบรนด์ คุณมาร์ค และคุณป๊อก ยังร่วมกันกระโดดโชว์ ประสิทธิภาพเทคโนโลยี  HOVR


งานนี้ทั้งดารา แบรนด์แอมบาสเดอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริหารก็ร่วมถ่ายภาพ เก็บบรรยากาศความสนุกของงาน


ถ้ายังไม่จุใจก็สามารถเข้าไปรับชมวีดิโองาน HOVR Night in Bangkok ได้เลยครับ ใครกำลังมองหารองเท้าวิ่งที่ทรงประสิทธิภาพ ก็ต้องลองไปสัมผัสกับเทคโนโลยี HOVR ได้ที่ร้าน Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ

HOVR (โฮเวอร์) เทคโนโลยีสุดล้ำจาก UNDER ARMOUR



เป็นกระแสโด่งดังในโลกออนไลน์ เมื่อ UNDER ARMOUR (อันเดอร์ อาร์เมอร์) เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า HOVR  (ฮัฟเวอร์) พร้อมกับรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2018 อีก 2 รุ่น นั่นคือรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) และรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) มาพร้อมโฆษณาตัวแรกในธีมสีขาวแดงและดำ เล่าเรื่องของกลุ่มคนที่กำลังวิ่ง กระโดด ตีลังกา


และเมื่อผมเลื่อนผ่านเข้าไปดูในอินสตาแกรมของแบรนด์ โดยเฉพาะใน Story ของการเปิดตัวรองเท้ารุ่นนี้ที่  Shanghai  ก็เป็นการรวมตัวกันของนักวิ่ง ภาพของตึกทั้งตึกที่เขียนว่า HOVR มีคนมาตีลังกาแสดงศักยภาพของรองเท้า ตลอดจนการให้นักบินพัดลมยักษ์ แสดงการบินหมุนตัวกลางอากาศ

 

ส่วนที่ New York มีการใช้รถ Rolls Royce สีขาวในการรับแขก VIP พร้อมป้ายทะเบียนที่เขียนว่า HOVR ทำให้ผมสัมผัสได้ว่ารองเท้าคู่นี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน


เทคโนโลยี HOVR (ฮัฟเวอร์) ของ UNDER ARMOUR (อันเดอร์ อาร์เมอร์) คือ การรวมตัวกันของเทคโนยีที่ช่วยในการสลายแรงกระแทก + การส่งพลังงานกลับ Energy  Return + ความทนทานของพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องของการวิ่งและการกระโดดได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยของการผลิตพื้น HOVR FOAM ที่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง CHARGED FOAM แบบเห็นได้ชัด สามารถสร้างแรงส่งได้มากขึ้น 15  % ทนทานมากขึ้น 40 % และเบาขึ้น 10  % และเพิ่มคุณสมบัติเพื่อทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นด้วยการห่อ HOVR ด้วยเส้นด้าย THREADBORNE เรียกว่า “ENERGY WEB” ด้วยเทคโนโลยี HOVR ที่ล้ำสมัยจึงทำให้เกิดรองเท้าซึ่งถือเป็นที่สุด 2 รุ่น ได้แก่รุ่น HOVR PHANTOM  (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) และรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) โดยแต่ละรุ่นจะถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป


สำหรับรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  ซึ่งถือเป็นรุ่น TOP สุดของแบรนด์ (ราคา 6,190 บาท) เป็นรุ่นที่ถูกดีไซน์มาเพื่อใส่ได้ในชีวิตประจำวันเข้ากับเสื้อผ้า Streetwear แต่แฝงไปด้วยประสิทธิภาพระดับรองเท้าวิ่งระยะไกล รวมทั้งใส่เข้ายิมได้เลย ด้วยแผ่น 4D Foam Footbed จะเพิ่มความนุ่ม ทำให้สามารถใส่ได้นานทั้งวัน ไม่เมื่อยเท้า โครงสร้างรองเท้าแบบ Speedform  2.0 เน้นความกระชับให้ความรู้สึกแบบถุงเท้า เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นไปตามรูปเท้า จุดเด่นพิเศษ คือ มีการฝังเซนเซอร์ไว้ภายในรองเท้า สามารถซิงค์เข้ากับแอปพลิเคชั่น MymapRun ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นออกกำลังกายที่ UNDER ARMOUR เป็นผู้พัฒนาขึ้น


ส่วนรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) เป็นรองเท้าที่ผลิตมาเพื่อใช้สำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะ (ราคา 4,690 บาท ) เน้นการระบายอากาศ โครงสร้างรองเท้าเป็นแบบ Speed-fit 2.0 ทอเป็นตาข่ายกว้าง รู้สึกสบายและมีลมผ่านตลอดเวลา ตัวพื้น HOVR FOAM จะบางและวางไว้ครึ่งฝ่าเท้า เพื่อให้ความเฟิร์ม แน่น รู้สึกถึงแรงดีดเวลาออกตัว ยางนุ่มบริเวณปลายเท้า เกาะพื้นได้ดี ตอบโจทย์นักวิ่งที่กำลังมองหา รองเท้าวิ่งอย่างจริงจัง แต่ก็สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน



เนื่องจากตัวผมเองเป็นแฟนคลับของแบรนด์อยู่แล้ว ผมเลยซื้อรองเท้ารุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  ตั้งแต่ช่วงเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งจะมีสีแดงเข้ามาจำนวนเพียง 28 คู่ในช่วงแรก และจะเปิดตัวด้วยสีขาว ก่อนที่จะมีสีดำ และแดงตามมาอีกรอบ สำหรับสีที่ผมเลือกเป็นสีขาวครับ เพราะว่าผมเองมีรองเท้าสีขาวล้วนน้อยมากในตู้ และผมคิดว่ารองเท้าสีขาวเข้าได้กับเสื้อผ้าทุกสี หลากหลายสไตล์ หลายท่านอาจจะกังวลเรื่องการเปื้อนง่าย แต่ปัจจุบันเรามีสเปรย์ฉีดกันน้ำป้องกันไว้ก่อนได้ และมีน้ำยาทำความสะอาดรองเท้าสารพัดแบรนด์ที่จะช่วยคงความขาวได้ยาวนานขึ้น รองเท้าสีขาวเป็นสีที่ต้องมีไว้ติดตู้รองเท้าเช่นกันครับ 

สาเหตุที่ผมเลือกรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) เพราะใส่กับเสื้อผ้าแนว Streetwear ได้เลย จะใส่กับยีนส์หรือกางเกงทรงครอป ก็สวยมาก เพราะโครงสร้างจะเป็นแบบ Speedform เหมือนใส่ถุงเท้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก และสิ่งที่ตัดสินใจซื้อเลยเพราะว่า ลองใส่แล้วใส่สบายมากครับ เป็นคู่ที่ใส่สบายที่สุดเท่าที่ผมเคยใส่รองเท้าสนีคเกอร์มาเลยทีเดียว พื้นมีความนุ่นมากสมกับพื้น 4D Foam Footbed  จริงๆ อันนี้อยากให้ทุกท่านได้ลอง ทุกดีเทลของการดีไซน์เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นและความหมาย บริเวณหน้าเท้ายืดได้ตามรูปเท้า หมดปัญหาใส่แล้วเจ็บอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าได้ลองกระโดดก็จะรู้สึกถึงพลังส่งที่ดีเยี่ยม ตรงนี้ผมมองว่าเป็นจุดแข็งของแบรนด์เลยทีเดียว  และผมชอบประโยคเด็ดในโฆษณาที่ว่า "GRAVITY HOLDS YOU DOWN : UA HOVR LIFTS YOU UP " ผมใส่แล้วรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ใครที่กำลังมองหารองเท้าสำหรับออกกำลังกาย ใส่วิ่ง หรือใส่ในชีวิตประจำวัน ผมว่าทั้ง HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  และ HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับการลงทุนมาก เพราะ “ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือฟังก์ชั่นที่ดีเยี่ยม จนเราสัมผัสได้”

________________________
Pic credit :
IG @Underamour
www.UnderAmour.com

mnml คืออะไร ?



mnml แบรนด์สตรีทแวร์สุดฮิตจากอเมริกา ที่โด่งดังด้วยกางเกงยีนส์ผ้าฟอก ขาดตรงบริเวณหัวเข่า และกางเกงสไตล์ TRACK PANTS ที่มีเชือกยาว เหมือนกางเกงของ RICK OWENS ครั้งแรกที่ผมรู้จักแบรนด์นี้จากเพื่อนๆที่อยู่รอบตัว จนต้องเข้าไปค้นหาใน Youtube ว่ามีอะไรดี ผมเห็นรีวิวเยอะมากจากเมืองนอก ในฝั่งลูกค้าที่ซื้อและมารีวิวจริงๆ จนอยากลองสั่งมาใส่บ้างเพื่อจะได้มาเขียนรีวิวให้ทุกท่านได้อ่าน โดยผมสั่งสินค้าจากร้านที่รับพรีออร์เดอร์ในเฟซบุ๊กของแท้ที่ชื่อว่า mnml thailand exclusive pre-order หรือในอินสตาแกรม @mnmlexclusive  ได้รับของไวและบริการดี


mnml หรือที่สาวกของแบรนด์เรียกว่า “มินิมอล” โดยชื่อแบรนด์ มาจากการดึงเอาตัวอักษรของคำว่า MINIMAL มาเรียงต่อกัน โดยช่วยตัวอักษรเล็ก กลายเป็นโลโก้ของแบรนด์ m n m l อันโด่งดังไปทั่วโลก สิ่งแรกที่ผมเห็นจากอินสตาแกรมหลักของแบรนด์ mnml.la คือ การที่นายแบบโพสต์ภาพใส่กางเกง แล้วเอามือปิดหน้า ทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปต่างกันโพสต์ภาพในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์ ชิ้นเด่นที่นอกจากยีนส์ขาด ก็คือ กางเกงทรงกีฬาแทบสีแดง ที่มีซิปซ่อนอยู่บริเวณปลายขา และเชือกผูกที่ยาว ผมว่าดีไซน์เหล่านี้คือการหยิบจับสิ่งที่เป็นเทรนด์มาประกอบรวมกัน ทรงของกางเกงมีความสลิม ที่ช่วยทำให้ดูขายาว สำหรับผมใส่ไซส์ M เอว 32 (สูง 178 เซนติเมตร) หลังจากที่ได้มาแล้วก็ลองใส่ ผมคิดว่าเนื้อผ้าคุณภาพดีมากครับ ซิปก็จะเป็นแนวซิปใหญ่ มีการสลักคำว่า mnml อยู่ที่บริเวณซิป ความเท่อยู่ตรงเชือกที่ยาวนี่ละครับ (เค้ามีขายเพิ่มด้วยถ้าเราต้องการสำรอง) แบรนด์โด่งดังจากการเหล่า Youtuber รีวิวแล้วนำไปแต่งตัวในแต่ละลุคให้เราได้ชม เหมาะมากกับแนวสตรีทแวร์ สำหรับราคาร้านพรีออร์เดอร์อยู่ที่ 3 - 4 พันบาท


ซึ่งแบรนด์มีจุดแข็งอยู่  3  ข้อ 1.Progressive Designs 2.Fair Prices 3.Quality Production ซึ่งผมคิดว่าแบรนด์ทำได้ตอบโจทย์โดยภาพรวมได้เป็นอย่างดี และจับกลุ่มสตรีทแวร์ได้จริงๆ รวมถึงเป็นแบรนด์ที่มาจาก Los Angeles ถึงแม้ว่าจะผลิตใน INDIA ก็ตาม เหล่าสาวกก็ยังชื่นชอบ จนยอดขายถล่มทลาย กางเกงที่ผมสั่งซื้อ ก็ประกาศหน้าเวปว่าขายหมดเกลี้ยง  ทำให้ผู้คนต้องตามหาจากร้านพรีออร์เดอร์ทั่วโลก เทรนด์สตรีทแวร์เป็นอะไรที่สนุกมาก ใส่สบาย ใครอยากจะลองนำไปใส่กับรองเท้าคู่โปรด เพื่อสร้างสไตล์ส่วนตัวก็จัดไปครับ “ใส่ก่อน เก๋ก่อน อ่านก่อน รู้ก่อน” เช่นกันครับ...

_______________________
Pic Credit : @mnml.la

BALENCIAGA SS 2018



ช่วงเวลาก่อนนอน ที่พยายามเข้านอนแล้วนอนไม่หลับ ผมเลื่อนไปดูอินสตาแกรม เห็นภาพโฆษณาของ BALENCIAGA แล้วต้องเขียนถึง จริงๆเป็นประเด็ดที่ผมเพิ่งพูดคุยกับทีมงานในระหว่างประชุมเลยทีเดียว ภาพคอลเลคชั่นล่าสุดเป็นแนวปาปารัสซี่ นางแบบเป็นตัวแทนของคนดังผู้มีชื่อเสียง แต่งตัวด้วยชุดที่ผ่านการสไตล์ลิ่งมาอย่างดี พร้อมข้าวของเครื่องใช้ที่จะบ่งบอกถึงความร่ำรวย เพียงแต่สินค้าเหล่านั้น ถูกดีไซน์ขึ้นใหม่ในแบบของ BALENCIAGA 

 
 
ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า BB สีดำที่คุณยายถือ นั่นคือตัวแทนกระเป๋าคลาสสิกจาก  CHANEL กระเป๋าทรงโค้งที่มีคำว่า BALENCIAGA ติดอยู่ตัวโตๆ นั่นคือกระเป๋ารุ่น BOLIDE จาก HERMES  รองเท้าหนามแหลมเป็นพิเศษ ที่นึกถึงรองเท้าของ VALENTINO ไปจนลายสก็อต ที่ทำให้นึกถึง BURBERRY ทั้งหมดนี้มาพร้อมคำโปรยให้สามารถออนไลน์พรีออร์เดอร์ได้ และสินค้าจะวางขายในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์


นับเป็นการนำเสนอโฆษณาสินค้าในรูปแบบใหม่ๆที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงการหยิบเอารูปแบบดีไซน์ที่ทรงพลังมาตีความใหม่ในแบบ BALENCIAGA เหล่านี้คือ สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง กล้าคิด กล้าทำ กล้านำเสนอในมุมมองใหม่ๆ จนเราอาจจะลืมภาพกระเป๋าหนังฟอกตอกหมุดรุ่นสุดฮิตของแบรนด์ไปเลยทีเดียว


ผมว่าช่วงนี้ BALENCIAGA สนุกมาก ตั้งแต่รองเท้าทรงถุงเท้า SPEED TRAINER สีดำพื้นขาวสุดฮิต ไปจนถึงรองเท้าที่ทุกคนกำลังตามล่ากันอย่างสุดชีวิต รุ่น TRIPLE S สิ่งที่ทำให้ BALENCIAGA ประสบความสำเร็จในแง่ของการสื่อสาร คือ การหลุดออกจากกรอบเดิมๆของแบรนด์ LUXURY ที่ทำตามๆกันมา กล้าที่จะฉีกแนวในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 


การสร้างเทรนด์ฮิตเพื่อให้เหล่าสนีคเกอร์เฮดมารู้จักแบรนด์ และค้นหาข้อมูลของแบรนด์ผ่านโลกออนไลน์และมาเป็นลูกค้าของแบรนด์ในที่สุด เพราะเราอยู่ในยุคที่รองเท้าสนีคเกอร์มีมูลค่าสูงกว่ารองเท้าหนัง รวมทั้งแซงหน้าทองคำไปแล้วครับทุกคน...

__________________________
Pic Credit : IG @Balenciaga

MARNI MARKET ครั้งที่ 2 ในประเทศไทย



เมื่อนึกถึงการจ่ายตลาด ทุกท่านจะนึกถึงอะไรครับ? สำหรับผม จะนึกถึงตะกร้าสำหรับจ่ายตลาด... ไอเดียเล็กๆแบบนี้ คือ เทคนิคที่แบรนด์ MARNI เลือกใช้ในการนำเสนอ จนเกิดเป็น MARNI MARKET ป็อปอัพสโตร์ที่จะเดินทางไปทั่วโลก ด้วยสีสันที่สดใส ลายพิมพ์วิวทิวทัศน์ และสีสันของตะกร้าสานอันโดดเด่น จึงเป็นที่มาของโปรเจคพิเศษในครั้งนี้ และการเดินทางกลับมาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่ชั้น G ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ซึ่งเราสามารถติดตามภาพบรรยากาศของ MARNI MARKET ทั่วโลกได้จาก #MARNIMARKET (ใน Instagram)


สำหรับชิ้นเด็ดที่ผมแนะนำว่าน่าสนใจชิ้นแรกเป็นตะกร้าสานด้วยสีสันสดใส หรือที่เรามักจะเรียกกันว่าตะกร้าปิกนิก ที่เข้ากับบรรยากาศในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ชิ้นที่สองคือกระเป๋า Tote ลายทางที่มีหูจับเป็นอะลูมิเนียมหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ ทั้งสองใบถือเป็นชิ้นเด่นของ MARNI MARKET มีโลโก้ที่สลักบนแผ่นหนังสีดำว่า MARNI ตัวโตๆอยู่หน้ากระเป๋าทั้ง 2  ใบ แบรนด์ดึงเอาสิ่งที่อยู่รอบตัว มาผลิตด้วยวัสดุชั้นดี ผ่านการออกแบบที่เน้นเรื่องโทนสี และดีไซน์ที่น่าสนใจ รวมทั้งใช้งานได้จริง ทำให้สินค้าที่ดูเหมือนจะธรรมดากลายเป็นสินค้าสุดเอ็กซ์ครูซีฟ


รีวิวสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมมีโอกาสได้ใช้กระเป๋า Tote ต้องบอกว่าใช้งานได้ดี จุของเยอะ ใส่เอกสารไปทำงานเก๋ๆได้สบายมากครับ สำหรับกระเป๋าที่เป็นทรงตะกร้า ลูกค้าของผมซื้อไปใช้เวลาใส่ของเวลาลงไปว่ายน้ำที่คอนโด ใส่ได้ทั้งผ้าเช็ดตัว หนังสือ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องดื่มเย็นๆสักหนึ่งแก้ว สร้างบรรยากาศวันพักผ่อนที่สดใสได้ดีทีเดียว และกระเป๋าสองรุ่นนี้ ไม่ได้มีวางจำหน่ายทั่วไป จะมีวางจำหน่ายที่ MARNI MARKET ที่เดินทางไปทั่วโลกเท่านั้น นี่คือความพิเศษของกระเป๋าทั้ง 2 รุ่นนี้ (ในราคาประมาณ 5 พันกว่าบาท)


สิ่งที่เราน่าจะได้เรียนรู้จากการสร้างสรรค์ของแบรนด์อิตาลีสุดหรูอย่าง MARNI คือ การเลือกนำเสนอแบรนด์ด้วยการมีร้านป็อปอัพสโตร์ การนำสิ่งของที่อยู่รอบตัวในชีวิต มาปรับดีไซน์การออกแบบให้ดูทันสมัยและโดดเด่นด้วยการเล่นโทนสีที่ตัดกัน ในราคาที่จับต้องได้ (เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติของแบรนด์) ที่ยังคงเทคนิคการนำเสนอที่รักษาความเป็น MARNI ไว้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งถุงผ้าป้องกันฝุ่นที่ใช้เก็บกระเป๋า ก็เป็นถุงผ้าที่ปักโลโก้ของ MARNI ในแบบออริจินัลที่แฟนคลับของแบรนด์คุ้นเคย ดีเทลเล็กๆน้อยๆ ยังถูกรักษาไว้อย่างงดงาม เพิ่มดีกรีที่ความเก๋ของการนำเสนอ สีสัน และระยะเวลาการวางจำหน่ายที่จำกัดเพียง 14 วัน เท่านั้น (ตั้งแต่วันนี้ - 13 กุมภาพันธ์ 2561) ใครอยากได้กระเป๋าเก๋ๆที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตไปทั่วโลก ก็ต้องรีบกันหน่อยครับ เข้ากับ #ของมันต้องมี ในชั่วโมงนี้จริงๆ !!!

ake ake : The Little Motif Holy Star Ring



กุมภาพันธ์ถือเป็นเดือนแห่งความรัก เป็นช่วงเวลาที่ดอกกุหลาบมีราคาแพงที่สุดของปี สัญลักษณ์รูปหัวใจสีชมพู และข้อความ LOVE กลายเป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในช่วงนี้ ผมเชื่อว่าหนุ่มๆกำลังมองหาของขวัญสุดพิเศษให้กับแฟนสาว นอกเหนือจากดอกไม้ช่อโต การ์ดเขียนบรรยายความรู้สึก จะมีอะไรที่หญิงสาวอยากได้ไปมากกว่า “แหวนสวยๆที่เป็นตัวแทนแห่งความรัก”


วันนี้ผมมีแหวนรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ ake ake ที่ชื่อว่า “The Little Motif Holy Star Ring” made with Swarovski ซึ่งถือเป็นชิ้นงานหลักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ของปี 2018 ด้วยดีไซน์อันเรียบหรูของแหวนเงินแท้แกะมือ มีหัวแหวน 2 ดีไซน์ให้เลือก คือ สัญลักษณ์ Fierce-de-lis และ Rituals Cross โดดเด่นด้วยพลอย Swarovski ที่ประดับอยู่ตรงกลาง ทวีความล้ำค่าด้วยการชุบ White Rhodium 


และ ชุบด้วยทองคำแท้ 24 Karat Gold ด้วยราคาเพียง 2,500 บาท และ 2,900 บาท จึงถือว่าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า สมราคา และเหมาะสำหรับการมอบเป็นของวัญเนื่องในวันพิเศษ


ดีเทลที่ผมอยากให้ทุกท่านได้เห็นในการใส่ใจรายละเอียด คือ แหวนทุกวงจะสลักสัญลักษณ์ของแบรนด์ไว้ด้านใน พร้อมกับตัวเลขกำกับลำดับการผลิต เช่น 14/61 หมายถึงแหวนวงนี้ถูกผลิตในลำดับที่ 14 จากแหวนทั้งหมด 61 วง ทำให้ชิ้นงานทุกชิ้นมีคุณค่าและความพิเศษซ่อนอยู่ มาพร้อมกล่องและถุงที่สวยงามในแบบฉบับของแบรนด์ ake ake รวมทั้งลูกค้าทุกท่าน 

 

จะได้รับการเสิร์ฟมาการองสูตรพิเศษ ‘Red Apple Valentine Special Macaron’ ทำจากแอปเปิ้ลแดงธรรมชาติที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษ  เพราะมีความเชื่อของยุคกลางที่ให้โชคด้านความรัก รวมทั้งคนกรีกก็มีประเพณีว่า เวลาผู้ชายจะขอหญิงสาวแต่งงานจะต้องโยนผลแอปเปิ้ลให้ ถ้าเธอรับได้นั่นหมายความว่าตกลง ผมเลยแนะนำว่าสามารถพาแฟนสาวไปเลือกไซส์แหวนได้ที่ร้าน ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า) ได้เลยครับ เพราะมีห้อง VIP รับรองอยู่ภายในร้าน ไซส์แหวนมีตั้งแต่ไซส์ 4 ไปจนถึงไซส์ 10 ที่ผู้ชายก็ใส่ได้เช่นกัน อยากใส่เป็นคู่ก็น่ารักดี หรือหากไม่แน่ใจเรื่องไซส์ ก็สามารถปรึกษาหน้าร้านของ  ake ake ได้ ทั้งคุณหยกและคุณภา จะพร้อมให้คำแนะนำเป็นอย่างดี


ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม ผมขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเต็มไปด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม Happy Valentine’s Day 2018 ล่วงหน้าครับ

______________________
ake ake สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า)
โทร.02-251-4922
Line : akeakesiamcenter

Comme des Garcons : Spring/Summer 2018

 

สำหรับในวงการแฟชั่นยุคนี้ ดีไซน์เนอร์น้อยคนนักที่จะสรรสร้างผลงานที่น่าจดจำได้เหมือนกับ Rei Kawakubo ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์มากความสามารถผู้ที่ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าที่แปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใครอย่าง Comme des Garcons ซึ่งในปีนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นเคยและกลับมาสร้างเสียงฮือฮาในคอลเลคชัน Spring Summer 2018

 
ผลงานในซีซั่นนี้มาในคอนเซ็ปต์ของ “Multidimensional Graffiti” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงจากยุคต่างๆตั้งแต่ศตวรรษที่16จนถึงงาน graffitiสมัยใหม่ในปัจจุบัน นำมาเขย่าผสมผสานรวมกันโดยนำเสนอผ่านทั้งสีสัน ภาพประกอบ(Illustration) เทคนิคการตัดเย็บ ลายปริ้น การเลเยอร์ชั้นผ้าและโครงสร้างชุดที่มีความแปลกตาเปรียบได้กับประติมากรรมที่มีชีวิตซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยงานศิลป์อันทรงคุณค่า

 
โดยศิลปินผู้มากความสารถในยุคต่างๆที่ Rei ได้หยิบยกผลงานมาใส่เป็นแรงบันดาลใจ อาทิเช่น ผลงานรูปวาดจากศิลปินยุค renaissance ในศตวรรษที่16 ได้แก่ ภาพวาด Portrait ที่มีองค์ประกอบจากผักผลไม้อันโด่งดังของ Giuseppe Arcimboldo ศิลปินชาวอิตาเลี่ยนและภาพวาดทัศนียภาพอันงดงามจากศิลปินนักบวชชาวณี่ปุ่น Sesson Shukei  ต่อมาที่ผลงานภาพวาดสิ่งก่อสร้างในรูปแบบ Pixel Artจากกลุ่ม e-Boy ที่เริ่มก่อตั้งในปี 1997 รวมถึงผลงานภาพประกอบจาก Stefan Marx นอกจากนี้ยังได้ศิลปินที่เป็นตำนาน Makoto Takahasi ผู้วาดภาพไอคอนนิคการ์ตูนตาหวานที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่ใครเห็นก็ต้องจำได้ โดยทาง Rei ได้นำมาทวิสท์กลับหัวตัวการ์ตูนมาใช้เป็นลายปริ้นที่ดูโดดเด่นนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจในชิ้นงานมากยิ่งขึ้น

 
อีกหนึ่งความน่าสนใจในโชว์ที่ถูกพูดถึงมากคือรองเท้าทรง Boxing Shoe ส้นสูงที่มาในโทนสีสันที่โดดเด่นคือ ฟ้า-ขาว เขียว-ขาว และดำ ซึ่งเป็นรองเท้าที่ทาง Rei กับ Nike จับมือร่วมกันทำออกมาพิเศษสำหรับโชว์นี้โดยเฉพาะ

 
ถึงแม้ว่าทุกโชว์ที่ผ่านมาผลงานของ Rei อาจดูเหมือนการทำซ้ำ หรือมีบางอย่างที่ทำให้เราคิดย้อนกลับไปถึงซีซั่นที่ผ่านมา  แต่ขณะเดียวกันกลับเป็นการตอกย้ำถึง DNA ของศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกที่จารึกลายเซ็นต์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งในคอลเลคชันฤดูร้อนนี้ก็เช่นเดียวกัน Rei Kawakubo ได้ประทับตราลายเซ็นอันเป็นซิกเนเจอร์ของเธอลงบนผลงานดีไซน์ที่เป็นมากกว่าคอลเลคชันเสื้อผ้าเหมือนเช่นเคย

รีวิวกระเป๋า Louis Vuitton : Pochette Voyage Eclipse (M61692)



สวัสดีเพื่อนๆทุกคนนะครับ สำหรับรีวิวนี้เป็นรีวิวส่วนตัว ที่ผมอยากเขียนมาก เพราะว่าเพิ่งได้กระเป๋า  Louis Vuitton รุ่น Pochette Voyage Eclipse ซึ่งเป็นกระเป๋าคลัทช์ (กระเป๋าถือ) ที่ผมยกให้ว่าดีที่สุดใบนึงของ Louis Vuitton เลยก็ว่าได้ ซึ่งผมเองมีกระเป๋ารุ่นนี้อยู่แล้วในเวอร์ชั่นของหนัง Taiga สีดำ ซึ่งต้องบอกว่าใช้งานดีเยี่ยมมากครับ เพราะขนาด น้ำหนัก และมีช่องใส่บัตรถึง 6 ใบ รวมทั้งมีช่องใส่ของอีกหนึ่งช่องไว้สำหรับใส่มือถือได้สบายมาก ราคาอยู่ที่ 27,500 บาท ( ณ วันที่ 22 มกราคม 2561) ที่ต้องเขียนบันทึกไว้เพราะว่ากระเป๋าของ Louis Vuitton จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ผมเลยอยากเขียนเหตุผลว่าทำไม ผมถึงเลือกใช้กระเป๋าคลัทช์รุ่นนี้ และมีถึง 2 ใบ ไว้ใช้สลับกันเป็นข้อๆเพื่อให้อ่านได้สะดวกนะครับ

1.ทรงกระเป๋าที่ตั้งได้ ผมมีกระเป๋าคลัทช์เยอะมาก และค้นพบว่าตัวเองชอบกระเป๋าทรงที่ตั้งได้ ดูโก้และเท่ น้ำหนักเบา และจุของได้เยอะ ใส่ของแล้วกระเป๋าก็ยังเป็นทรงอยู่เหมือนเดิม เวลาเราถือไปงาน ไปประชุม ทำให้เรามีบุคลิกภาพที่ดีกว่ากระเป๋าคลัทช์ที่ไม่สามารถตั้งได้อย่างเห็นได้ชัดเจน

2.มีช่องใส่บัตรและช่องสำหรับใส่มือถือในตัว เรียกว่าใส่บัตรได้ 6 ใบ และมีช่องสำหรับใส่กระเป๋าสตางค์ หรือมือถืออีกหนึ่งช่องใหญ่ จุของได้เยอะและเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใครที่ไม่อยากพกกระเป๋าสตางค์ ก็ใช้ใบนี้ไปได้เลย สะดวกมากครับ

3.ลาย Monogram Eclipse  หรือ ลาย LV สุดคลาสสิคที่มาในเวอร์ชั่นโทนสีน้ำเงินเข้ม ผมว่าใช้แล้วแต่งตัวง่ายมาก ผู้ชายถือแล้วดูเท่ และโก้มาก ทั้งๆที่ผมเป็นคนชอบสีเรียบๆ แต่ถ้า Louis Vuitton ผมว่าลายโมโนแกรมนี่ละ คือ สิ่งที่เราต้องมี และเวอร์ชั่นนี้ตอบโจทย์มาก ไม่ดูเยอะเกินไป แต่ก็ยังคงความเป็นหลุยส์ในแบบที่เราคุ้นเคย

4.การเปิดใช้งานง่าย ต้องบอกว่าซิปของรุ่น Pochette Voyage Eclipse และหัวซิป ใช้งานได้ดีกว่ารุ่น Pochette Voyage Taiga อย่างเห็นได้ชัดครับ และหัวซิปเป็นคนละแบบกัน บริเวณหัวซิป ผมซื้อพวงกุญแจมาใส่เพิ่มความเท่ด้วย ส่วนอีกด้านจะมีอะไหล่วงกลม สามารถใส่ชาร์มเพิ่มได้เช่นกัน แต่ใส่เข้าไปยาก ถอดยากครับ แนะนำให้ใส่ตรงหัวซิปสะดวกกว่า เพิ่มดีเทลให้กระเป๋าดูแตกต่าง

5.ปีที่แล้วผมก็อยากได้ลาย Eclipse แต่ไม่มีของเลยครับ กระเป๋าใบนี้เหมือนจะหาง่าย แต่กลับกลายเป็นหายาก ผมเปิดดูยูทูปเบอร์เมืองนอกรีวิว เค้าก็พูดเหมือนกันเลยว่าอยากได้ แต่หาไม่ได้เลย ผมเพิ่งมาได้สดๆร้อนๆก่อนการเขียนรีวิวนี่ละครับ ต้องขอบคุณคุณนิค SA สาขา Emporium ที่ช่วยหามาให้ด้วยเช่นกันครับ บอกเลยว่าพอลง IG และ Facebook มีแต่คนมาถาม ทั้งถามว่าได้มาได้ยังไง และอีกคำถามคือ ไม่นึกว่าจะกลับมาใช้ Louis Vuitton ขอบอกเลยว่าใบนี้มันดีมากกกกกกกกก


6.วัสดุ Canvas Eclipse หรือ ลายโมโนแกรม ที่หลายคนอาจจะมองข้าม ผมบอกเลยว่ามันทนมาก ดูแลรักษาง่ายก็หนังหลายเท่าตัวเลย ใครที่อยากใช้งานจริงๆ พร้อมที่จะถือบ่อยๆใช้งานจริงๆ ผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากครับ อีกวัสดุคือหนัง Epi อันนี้ก็เทพมาก ในชอบแนวอึดถึกทน ในสายแบรนด์เนม จัดไปได้เลยครับ (แต่คงไม่ได้เอาไปเทียบกับกระเป๋าเดินป่า)

7.ความคุ้มค่า ด้วยราคาที่ไม่ได้แพงจนเกินไป 27,500 บาท แล้วหาพวงกุญแจ (ราคาหมื่นกว่าบาท) มาสไตลิ่งเพิ่ม มันทำให้กระเป๋าดูสนุกขึ้น มีชีวิตชีวา มีงบก็ไปจัดหาพวงกุญแจเก๋ๆมาเพิ่ม ลงทุนกระเป๋าครั้งเดียวใช้ไปได้นานๆ เพราะรูปทรงเค้าคลาสสิคมาก ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกหมดเลย เหลือเท่าที่จำเป็นและยังคงความเป็นหลุยส์ขนานแท้ แต่มาในเวอร์ชั่นที่ทันสมัยขึ้น ปล.อะไหล่จะเป็นสี TOP GUN  คือ จะไม่ได้เป็นสีโลหะเงิน แต่จะเป็นสีเทาแกมดำเท่ๆ เพราะฉะนั้นพวงกุญแจในร้าน มีเท่าไหร่เอามาลองให้หมด จะได้มีอะไหล่ที่สีเข้ากัน แล้วค่อยไปหาอะไรแบบสนุกๆมาใส่เพิ่ม


8.พวงกุญแจในรูปรุ่นอะไร บอกเป็นรหัสให้เลย M63618 คือ มันเท่มากครับ เป็นเหมือนแผ่นห้อยคอทหาร ด้านหลังเป็นลายโมโนแกรม Eclipse ด้านหน้าเป็นเขียนสลักว่า Louis Vuitton เชื่อมด้วยสร้อยกลมเหมือนที่เราเห็นกันประจำแต่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่เชื่อมกับแม่กุญแจ คือ มันมีดีเทลความเท่ในแบบผู้ชายจะใช้ และหรูหราในวัสดุและขนาดที่เลือกผลิตมาเป็นอย่างดี ราคา 12,400 บาท ถามว่าแพงมั้ยสำหรับพวงกุญแจหนึงอัน บอกเลยว่าโคตรแพง แต่จ่ายเพราะไม่ได้คิดว่ามันคือ พวงกุญแจ แต่จ่ายเพราะ จะทำให้คนที่เห็นกระเป๋าใบนี้ ซึ่งมีมากมายหลายคน อาจจะชนกันไปหมด ได้รู้ว่า “นี่คือกระเป๋าของเรา” เราเลือกที่จะสไตลิ่งกระเป๋าใบนี้ ด้วยพวงกุญแจรุ่นนี้ ทุกอย่างลงตัวมากครับ หายใจเข้าลึกๆ แล้วจ่ายเงินไปครับ (นึกถึงหน้าพี่สู่ขวัญเวลาบอกว่า ของมันต้องมีเข้าไว้)


รวมทั้งสิ้น หมดเงินไป 27,500 + 12,400 บาท  เป็น 39,900 บาท เลขดูสวยมากดูสามหมื่นกว่าๆ ทั้งที่จริงแล้วมันคือสี่หมื่นนี่ละ สำหรับคนที่มีเงินเยอะ ราคานี้อาจจะเป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับตัวผมซึ่งยังทำงานเหมือนทุกๆคนที่อ่านรีวิวนี้มันค่อนข้างมีราคาสูงมาก แต่ผมมองในระยะยาวแล้วว่ามันคุ้มมากในทุกมิติ และยกให้เป็นกระเป๋าคลัทช์ใบที่ดีที่สุดของ Louis Vuitton ที่ใช้งานได้จริง 365 วัน ถ้าคุณกำลังมองหากระเป๋าคลัลช์เท่ๆสักใบ ผมก็อยากจะแนะนำรุ่นนี้ครับ หรือ อาจจะหาทรงที่คล้ายๆแบบนี้ก็ได้ สำคัญที่ต้องไม่เป็นหนี้ ไม่เกินตัว พอเพียง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราลงทุน เพราะ เราจะมีความสุขทุกครั้งที่เราได้ใช้

ปล.คนเขียนไม่ได้เป็นมือใหม่หันเล่น Louis Vuitton และไม่ได้เป็นเซียน Louis Vuitton แต่ใช้ Louis Vuitton จนเลิกใช้แล้วกลับมาใช้อีก เพราะคุณภาพของรุ่นที่ใช้สมราคา และไม่ต้องเสียความรู้สึกกับการลดราคา เพราะหลุยส์ไม่เคยมีคำว่า Sale ให้เสียความรู้สึก และไม่ต้องมา อี๋ ที่มีลายโมโนแกรม เพราะมีกระเป๋ารุ่นนี้ที่ไม่มีลายโมโนแกรมก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่คิดถึงอยากใช้แบบที่มีลายโมโนแกรม เพราะนี่ละคือต้นตำหรับของลายโมโนแกรมของแท้และแน่นอนที่สุดจริงๆ