DVF : Love Power- Fall 2016


 
“Love Power” เปรียบเสมือนนิยามบทใหม่ของ DVF-Fall 2016 Collection การเคลื่อนไหวในทวงท่าการเต้นที่ดูสง่างาม แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังจากความรัก ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบัลดาลใจสำหรับคอลเลคชั่นนี้ที่ดีไซน์เนอร์ตั้งใจสื่อให้เห็นจากเลือกใช้โทนสีหลักได้แก่ น้ำเงินพีค็อกบลู และเทาอ่อน ด้านลายพริ้นต์อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ก็นำเส้นสายของธรรมชาติมาสร้างเป็นผลงาน อาทิ Pirouette dot amethyst, Quartata peacock, Beads black ให้ภาพรวมเปรียบเทียบเสมือนการที่หญิงสาวออกเดินทางไปทั่วโลก ในช่วงเวลาสุดท้ายของฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูหนาว 


สำหรับคอลเลคชั่นนี้ ยังคงกลิ่นอายของยุค 1970s แต่แหวกกฎเดิมๆ ในการสวมใส่ อาทิ ชุดแร็ปเดรสที่ยาวจรดรองเท้าบู๊ตส์ ให้อารมณ์แบบโบฮีเมียนประดับพู่ระบายทำจากหนังกลับ, ในขณะที่ชุดจัมป์สูทผ้าไหมคอลึกในเฉดสีอันสดใส และเดรซตัวยาวถูกจับมาตีความใหม่ ให้ทวิตช่วงเอวจึงทำให้ชุดดูพริ้วไหวน่าจับตามองมากขึ้น เอปรอนเดรสผ้าชีฟอง กางเกงขาสั้นคัดติ้งเนี้ยบ และเสื้อประดับโบว์ ก็ถูกนำมาสวมใส่ด้วยวิธีใหม่ๆ เพื่อให้น่าสนใจมากขึ้น อาทิ เสื้อกั๊กพรินต์ลายอินทาร์เชีย ตกแต่งด้วยผ้าแจ็คการ์ดขลิบริมด้วยลูกปัด 


ลายพรินต์สามมิติบนเสื้อแจ็คเก็ตทอด้วยเส้นด้ายละเอียดและผูกร้อยจนเกิดเป็นพู่ระบาย เพื่อให้ดูหรูหรา ผ้าพันคอฟอกซ์เฟอร์ที่ถูกยกเป็นชิ้นเด่นสามารถนำคาดอยู่บนลำตัว หรือคล้องคอทั้งให้ความอบอุ่นและให้ดูลึกลับน่าค้นหา ชุดแร็ปเดรสสุดหรูหราหรูหราแต่สวมใส่ได้สบายด้วยผ้าเจอร์ซีเนื้อนุ่มมาที่เซอร์ไพรซ์ทุกคนด้วยกระโปรงที่ค่อยๆ ลดหลั่นลงไป ลายพริ้นต์ดอกไม้ขนาดเล็กช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับชีฟองปักด้วยผ้าเมทัลลิกแจ็คการ์ด ผสานงานปักลูกปัดด้วยมือ และวิธีพิเศษขลิบริมด้วยโซ่ย้อมสีพิเศษช่วยสร้างมิติใหม่ให้กับชุดแร็ปเดรสทำจากเลื่อมสีทองที่ส่องประกายระยิบระยับ


ริมด้วยลูกไม้อายแลช (eyelash lace) และมีการไล่เลเยอร์ด้วยเฉดสีแดงทับทิม สีอะเมธิสต์ และสีคาร์นีเลียน ให้เกิดเป็นลายที่แปลกตา สลับกับเท็กซ์เจอร์ที่ทั้งแปลกใหม่ เสื้อแขนยาวที่ดีไซน์มาใหม่เพื่อสร้างสมดุลกับรอมเปอร์ช่วยเน้นสัดส่วนให้ดูเฟมินีนมากยิ่งขึ้น 

 
ในขณะที่เดรสตัวยาวคอสูงแต่เผยลูกเล่นความเซ็กซี่ให้เห็นเรียวขา และที่ขาดไม่ได้ในซีซั่นนี้ โค้ตที่ช่วยสร้างความอบอุ่น เสื้อเทรนช์ทำจากหนังแบบ Double bonded เสริมให้ลุคดูโดดเด่นและมีความอ่อนนุ่มเมื่อสวมใส่ อีกหนึ่งคีย์ลุคที่น่าจับตามองในคอลเลคชั่นนี้ ปรากฏให้เห็นบนเสื้อกั๊ก ทั้งโครงสร้าง มิติ และความคิดสร้างสรรค์ ถูกประกอบขึ้นจากแผ่นหนังในรูปทรงของก้อนกรวดสีสันสุดออร์แกนิก พิเศษมากขึ้นด้วยการตัดเย็บด้วยมือ เพื่อให้ได้งานแพ็ตช์เวิร์กสุดเพอร์เฟกซ์ เมื่อสวมเป็นเลเยอร์ทับบนเสื้อชีฟองเนื้อบางทำจากลายพรินต์เล็กๆ ที่ตัดกัน ทำให้ได้ผู้สวมใส่ได้ลุคที่มีความมั่นใจสูงสุด เมื่อจับคู่กับกระโปรงระบายก็ยากที่ใครจะละสายตาไปได้


สำหรับกระเป๋าถือในซีซั่นนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ดีไซน์เนอร์ก็สร้างความแปลกใหม่อีกครั้งด้วยการนำวัสดุที่มีเท็กซ์เจอร์ต่างกันแต่มาจับคู่กันแบบไม่มีใครคาดคิด อาทิ “Love Power Fox Puff Bag” ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากขนตาที่งอนงามของหญิงสาว ขน Fox Fur ยาวแสนลื่นมือถูกนำมาย้อมสีเป็นวัสดุหลักของตัวกระเป๋าที่เป็นทรงกลมพร้อมตกแต่งหัวซิปด้วยโซ่โลหะแวววาวจึงเปรียบเสมือนจิวเวลรี่ชิ้นงามที่คู่ใจสาวๆ, “Love Power Mini Satin Drawstring Bag” 

 
ด้วยการนำผ้าซาตินสีสดใสมาเป็นวัสดุหลักประดับโซ่เล็กๆ โลหะสีทอง สีเงิน สีดำ และสีคอปเปอร์ ทำให้กระเป๋าใบนี้เหมาะกับหญิงสาวทุกคน เพราะมีน้ำหนักเบาแต่กลับให้ความรู้สึกหรูหรา และสาวๆ ที่รักกระเป๋าแนว cross body “Love Power Saddle Bag” จะทำให้คุณประทับใจกับวัสดุที่คาดไม่ถึงด้วยการนำขนแกะมองโกเลียที่ให้ความเป็นธรรมชาติและความรู้สึกนุ่มนวลชวนฝันเมื่อสัมผัสจนอยากจะลืมเลือน  

 

พบกับ Diane von Furstenberg (ไดแอน วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก) หรือ DVF Shop ได้ที่ ชั้น1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม โทร.02-252-4170, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพรารากอน โทร.02-129-4791 และชั้น G ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ โทร.02-003-6410 

งานเปิดตัวแชปเตอร์ล่าสุดของแบรนด์ ake ake : Poseidon’s Royal Armoury ชุดเกราะประทานจากเทพโพเซดอน



วันนี้ผมมางานเปิดตัวแชปเตอร์ล่าสุดของแบรนด์เครื่องเงินสุดหรู ake ake (เอก เอก) ที่บูติกสาขาสยามสแควร์ซอย 5 ครับ ในแชปเตอร์ล่าสุดที่มีชื่อว่า Poseidon’s Royal Armoury “ชุดเกราะประทานจากเทพโพเซดอน”

ซึ่งถือเป็นตำนานบทที่ 9 ของแบรนด์ ake ake โดยตามตำนานได้กล่าวว่า หลังจากกลุ่มอัศวินผู้ทรยศได้หนีจากห้องขังสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของเทพโพเซดอน ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลมหาสมุทร พวกเขาทั้ง 38 คนก็ได้วิ่งหนี โดยมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรของเทพโพเซดอน ผ่านป่าต้องห้าม โดยป่าต้องห้ามนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของสัตว์ประหลาดอันดุร้ายนานาชนิด ทำให้กลุ่มอัศวินไม่สามารถหนีออกจากป่าต้องห้ามนี้ได้ เทพโพเซดอนก็ได้ประทานของขวัญแก่เหล่าอัศวินผู้ทรยศเพื่อช่วยให้หนีออกจากป่าได้อีกครั้ง โดยสิ่งที่ประทานมาคือชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถปกป้องจากเหล่าสัตว์ดุร้ายนี้ได้ แต่ก่อนที่จะออกจากป่านั้น พวกเขาก็ได้พบกับสัตว์ประหลาดที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา


ด้วยที่มาของตำนาน จึงทำให้ในแชปเตอร์นี้ ake ake ได้ใช้แรงบันดาลใจของชุดเกราะนักรบอัศวินในยุคกลางของอังกฤษมาเป็นแรงบันดาลใจหลัก โดยนำมาตีความหมายใหม่และใส่ดีเทลของแบรนด์ที่ถูกออกแบบตามอาวุธของเทพโพเซดอน ซึ่งก็คือ คทาตรีสูรย์ของเทพโพเซดอนนั้นเอง หรือที่เรียกว่า “ไทรเดนต์ (Trident)” โดยใช้ไอคอนประจำแบรนด์ที่เรียกว่า  Fierce-de-lis มาสานรวมกันเป็นอาวุธประจำตัวของเทพโพเซดอนที่ทรงพลังและดูดุดันในแบบฉบับของ ake ake ซึ่งเราจะเห็นสัญลักษณ์นี้อยู่บนชิ้นงานของแชปเตอร์นี้ ในภาพจะเป็นสร้อยข้อมือชิ้นเด่นประจำแชปเตอร์ Armoury Bracelet ราคา 19,500 บาท  และแหวนชุดเกราะ Armoury Ring ใช้หลักการเคลื่อนไหวของเกราะสวมไหล่ให้สามารถยืดโค้งหรือหดได้ตามการงอของข้อนิ้ว ราคา 5,500 บาท และขนาด Oversized ราคา 6,500 บาท ในดีเทลของชุดเกราะ จะมีรูปคลื่นมหาสมุทร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพโพเซดอน เวลาใส่แล้วจะข้อต่อกลไกต่างๆจะขยันเคลื่อนไหวได้ เหมือนคลื่นแห่งมหาสมุทร มีความสวยงามและโดดเด่นมากครับ


ชิ้นต่อมาเป็นแหวน Poseidon Crown Ring ที่มีสัญลักษณ์ Trident เป็นดีเทล สามารถใส่ได้ 3แบบ คือใส่เข้ากับแหวน Collector Armoury Ring โดยให้แหวน Collector Armoury Ring เป็นฐานรอง (ราคา 1,900 บาท ผลิตเฉพาะช่วงเวลาที่วางขายแชปเตอร์ ไม่มีการผลิตอีก) สองใส่สองวงประกบกันโดยให้ด้านฐานของแหวนชนกัน สาม ใส่ประกบกันโดยให้ปลายมงกุฎเข้าหากัน จะได้เป็นแหวนดีไซน์ใหม่ที่เข้ากันพอดี และแหวน Poseidon Wave Ring แหวนที่ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นโหมกระหน่ำในมหาสมุทร ลูกเล่นอยู่ที่เวลาใส่แหวนหลายวงต่อกันจะเห็นภาพเป็นคลื่นมหาสมุทรที่สวยงาม เป็นแหวนปลายเปิด ราคา 3,200 บาท มีสองขนาดคือ M และ L 


เซตต่างหู Armoury Trinity Earring set แน่นอนว่าต่างหูของ ake ake จะมาด้วยกัน 3 ชิ้น ได้แก่ มงกุฎเทพโพเซดอนตกแต่งด้วยคริสตัล โครงสัญลักษณ์ Fierce-de-lis และตรีสูรย์เทพโพเซดอน ราคา 2,000 บาท ส่วนแหวนหัวกะโหลก ผมชอบมากครับ เพราะว่าสามารถถอดเกราะส่วนหัวออกได้ เป็นดีเทลที่ชอบมาก ราคา 4,900 บาท


ake ake เป็นแบรนด์ที่ใส่เข้าชุดกันแล้วจะสวยมาก ต้องใส่ให้เยอะให้แน่น รับรองว่าโดดเด่นมากครับ ผมเลือกแหวนหัวกะโหลก ใส่กับแหวน Collector แหวนมงกุฎและปิดท้ายด้วยชิ้นเด็ด แหวนชุดเกราะชิ้นหลัก เรียกว่ามีครบทั้งตำนานบทที่ 9 เลยทีเดียว


นายแบบเปิดตัวแชปเตอร์ของ ake ake ต้องหุ่นล่ำและมีกล้ามเท่านั้น ใจจริงผมก็อยากจะถอดสู้นะครับ เกรงใจนายแบบครับ


บรรยากาศภายในงานวันนี้ เต็มไปด้วยลูกค้า VIP ที่รักการสะสมชิ้นของของ ake ake มารวมตัวกัน 


ซ้ายคุณซาร่า แบรนด์เมเนเจอร์ , นายแบบกำลังแสดงเครื่องประดับ , ขวามือ คุณเอก เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับสุดหรู ake ake สร้อยคอที่คุณเอกใส่ก็ถือเป็นชิ้นเด่นในคอลเลกชั่นนี้ครับ ผลิตจากหนังแกะสีดำเป็นรูป Fierce-de-lis สายหนังแท้ ปรับระดับได้ ดีเทลบริเวณที่ปรับระดับงดงามมากครับ ใส่ใจทุกรายละเอียด


คุณพีทมาด้วยลุคแจ็คเก็ตสีดำ และเครื่องประดับเงินจากแบรนด์ ake ake สาวกของ ake ake นิยมใส่สีดำ เพราะว่าเป็นสีที่ช่วยให้เครื่องเงินโดดเด่นที่สุดเวลาประดับอยู่บนตัว


ภายในงาน ยังมีการมอบรางวัลให้กับแขกที่มาร่วมงานอีกด้วย โดยคุณแอลได้รับสร้อยคอเงินแท้ชุบแบล็คโรเดียมลิมิเต็ท


อาหารที่เสิร์ฟในงาน ได้แรงบันดาลใจจากอาหารแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยการสร้างสรรค์ของเชฟคิมูระ อร่อยมากครับ


(จากซ้ายไปขวา) คุณฮ้อ คุณหนึ่ง คุณหลง คุณเอก และ Martinphu

 

พบกับแชปเตอร์ล่าสุด Poseidon’s Royal Armoury ชุดเกราะประทานจากเทพโพเซดอน อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ครับ ที่ร้าน ake ake ทุกสาขา  เป็นอีกแชปเตอร์ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านต้องชอบแน่นอนครับ !!!

_____________________________

ake ake บูติก สาขาหลักสยามสแควร์ โทร. 02-115-1410
Instagram : @akeakethailand , #akeake

Jazz Funk Workshop by DC Toey : @ Cala Dance Studio



เมื่อพูดถึงการเต้นในยุคนี้ คงไม่มีอะไรจะฮิตไปกว่าการเต้นในสไตล์ Jazz Funk ซึ่งเป็นการเต้นที่ผสมผสานระหว่างพื้นฐานของการเต้น Jazz กับ Hiphop และ Street Dance ที่เน้นความหนักเบา ไดนามิกส์ ความพริ้วไหวตามทำนองเพลง เป็นการเต้นร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมของนักเต้นทั่วโลก เพราะสามารถเต้นได้กับเพลงสนุกของ Beyonce , Nicki Minaj , David Guetta & Afrojack และอีกมากมาย


แน่นอนว่าการค้นหาครูสอนที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้เรียนอย่างสูงสุดครับ และถือเป็นโอกาสดีที่ตอนนี้ Cala Dance Studio ให้เปิดคลาส Jazz Funk Workshop ที่สอนโดยครูเตย DC Toey (Panida Vesvichakanloha) ผู้มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ประเทศไทยในการแข่งขัน Hiphop International Thailand 2014-2015 และยังเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขันที่ลาสเวกัส ประเทศอเมริกา ไปจนถึงงานแข่งขัน World of Dance (WOD) ที่คว้าอันดับที่ 7 ของโลกมาได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีนักเต้นเก่งๆ ไปสร้างชื่อเสียงระดับโลก


นอกจากนี้ ครูเตยยังเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้กับศิลปินค่าย MONO เป็นแดนเซอร์ให้กับกระแต อาร์สยาม ใน MV เพลงยิ่งถูกทิ้งยิ่งต้องสวย เพลงสะบัด และล่าสุดใน  MV เพลงอกสั่นของออม บลูเบอร์รี่อีกด้วย ใครที่สนใจอยากพัฒนาตัวเองกับนักเต้นที่มีดีกรีระดับโลก และมีประสบการณ์ในการแข่งขันระดับนานาชาติ สามารถมาสมัครเรียนเต้นในคลาส  Jazz Funk Workshop ของครูเตย DC Toey ได้ที่ Cala Dance Studio ชั้น 8 Emporium Tower (ติด BTS พร้อมพงษ์) เดินทางสะดวกเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าแล้วเดินถึงสตูดิโอเลยครับ โดยคลาสจะเปิดในเดือนมิถุนายน และ กรกฎาคม นี้


ค่าเรียนอยู่ที่ 2,900 บาทเท่านั้น !!! คลาสแบ่งเป็น 4 ครั้ง/ครั้งละ  90 นาที โดยสอนคลาสละไม่เกิน 12 คน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน สอนเป็นเพลงในแต่ละ Workshop เรียนแล้วเต้นเป็น เต้นได้ถูกต้อง สนุกสนาน พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆกับนักเต้นอาชีพ สำหรับนักเรียนใหม่ มีค่าแรกเข้า 1,000 บาท (จ่ายครั้งแรกครั้งเดียว) เวลาเรียน ณ ปัจจุบัน มีคลาสวันจันทร์ 17.30 - 19.00 น. วันพฤหัสบดี 10.30 - 12.00 น.และวันเสาร์ 12.00 - 13.30 น.  ใครสนใจ ติดต่อสอบถามและจองเวลาเรียนได้ที่ Cala Dance Studio โทร. 02-644-8985





"ศิลปะเหล็กคง" ผลงานศิลปินไทยสู่เวทีโลก


ผลงานศิลปะที่ผมแวะมานำเสนอวันนี้มีชื่อว่า พระพิฆเนศ 16  กร เป็นผลงานของ "คุณบรรเจิด เหล็กคง" ศิลปินไทยคนแรกที่ได้มีโอกาสไปจัดแสดงผลงานประติมากรรมเหล็กกล้าที่ Agora Gallery , New York โดยได้รับการสนับสนุนจากสิงค์ปาร์คเชียงราย ผลงานของคุณบรรเจิด มีความโดดเด่นในเรื่อของเส้นสาย ฝีมือ และการตกผลึกความคิดที่งดงาม พระพิฆเนศ 16 กร พร้อมอาวุธครบมือ สื่อถึงชัยชนะ เป็นผลงานชิ้นแรกที่ผมรู้สึกถึงความประทับใจหลังจากได้ชมนิทรรศการที่สยามพารากอน

ผลงานของคุณบรรเจิด ยิ่งมองยิ่งงดงาม ความสมดุลในทุกดีเทล กว่า 13 ปีของความมุ่งมั่นในผลงานประติมากรรมเหล็กจนเป็นที่ยอมรับ ได้ชื่อว่า "ศิลปะเหล็กคง" ตามนามสกุลของคุณบรรเจิด ผลงานแต่ละชิ้นถูกผลิตเพียงชิ้นเดียว ด้วยฝีมือและประสบการณ์ที่สะสมมา ถ่ายทอดเป็นผลงานจำนวน 15 ชิ้นที่ทรงคุณค่า


ดีเทลเส้นสายและโครงสร้างที่เก็บทุกรายละเอียด เชื่อมประสานต่อกันได้อย่างลงตัว


ผลงานทศกัณฐ์นั่งเจรจา จากการที่คุณบรรเจิดได้ไปเห็นจิตกรรรมฝาผนังที่วัดพระแก้วและบังเอิญไปสะดุดตากับอริยบทที่แตกต่างของทศกัณฑ์ซึ่งนั่งอยู่ จึงเกิดเป็นผลงานชิ้นนี้

 

ใครจะคิดว่า จากที่บ้านทำอู่ซ่อมรถ ที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ทำให้คุณบรรเจิดอ๊อกเหล็กได้ตั้งแต่ป.2 บ้านอยู่ใกล้กับวัด กับพวกโบราณสถานต่างๆ เลยชอบความเป็นไทย อยากทำอะไรที่เป็นไทยๆ จนเกิดเป็นผลงานชิ้นแรกที่เสร็จสมบูรณ์ในปี 2003 คือ "องค์พระพิฆเนศ"

คุณบรรเจิด เหล็กคง กำลังให้สัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจ ที่มาที่ผลของผลงาน "ศิลปะเหล็กคง" ที่กำลังจะไปจัดแสดงที่นิวยอร์ก

ผลงานทั้ง 15 ชิ้นของคุณบรรเจิด สวยงามมากครับ ทรงคุณค่า และเต็มไปด้วยศิลปะแห่งความเป็นไทยที่ร่วมสมัย ผมเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะ จะได้สัมผัสกับแรงบันดาลใจที่คุณบรรเจิดตั้งใจถ่ายทอด ผ่านงานฝีมือเหล็กกล้า ที่ดูพริ้วไหว อ่อนช้อย และมีดีเทลที่สวยงาม ฝีมือของคนไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก


งานดีๆแบบนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสิงค์ปาร์คเชียงราย ที่ส่งเสริมผลงานของศิลปินไทยให้โด่งดังในระดับโลก และได้จัดแสดงในแกลอรี่ต่างๆทั้งยุโรป อเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ ผมภูมิใจที่มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานของคนไทยด้วยกัน และเชื่อมั่นว่านักสะสมศิลปะทั่วโลกต่างก็ชื่นชมในผลงานของศิลปินไทยอย่างแน่นอน

JOHNNIE WALKER GREEN LABEL IS BACK


 
 
วันนี้ผมมีโอกาสได้มางานเปิดตัว จอห์นนี่ วอล์เกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่แอททิโค โรงแรมแรดิสัน บลู พลาซ่า ด้วยธีมสีเขียวลุ่มลึก อบอวลไปด้วยเพลงแจ๊ซ จอห์นนี่ วอล์เกอร์ กรีน เลเบิ้ล เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 โดยสร้างสรรค์ขึ้นจากมอลต์วิสกี้จากโรงกลั่นวิสกี้เก่าแก่ทั่วประเทศสกอตแลนด์ ที่ถูกหมักบ่มในถังไม้โอ๊คมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี  แต่หลังจากนั้นก็ได้ยุติการจัดจำหน่ายทั่วโลก โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศไต้หวันเท่านั้น

 

การเปิดตัวในครั้งนี้จึงมีชื่อเรียกกันว่า “Green Label is Back” เพราะหลังจากที่ผมได้แชร์ภาพลงในเฟสบุ๊คก็มีข้อความสอบถามจากแฟนๆของ จอห์นนี่ วอล์เกอร์ ถึงขวด Green Label

 
จอห์นนี่ วอล์เกอร์ กรีน เลเบิ้ล เป็นเบลดเดด มอลต์ ที่สร้างขึ้นจากมอลต์วิสกี้ล้วนๆ โดยไม่มีเกรนวิสกี้มาเจือปน โดยน้ำวิสกี้ที่นำมาผสมทุกตัว จะผ่านการหมักบ่มมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี จากแหล่งผลิตวิสกี้ชั้นนำ 4 แหล่งของสกอตแลนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นสเปย์ไซด์ ไฮแลนด์ โลวแลนด์  ไอส์แลนด์ ซึ่งส่วนผสมทั้งหมด 4 ชนิด อันประกอบด้วย ทาลิสเกอร์ , ลิงค์วู้ด , แครกเก็นมอร์ , เคาอีลา ให้รสชาติที่โดดเด่นชัดเจนของซิงเกิลมอลต์วิสกี้ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว


ความพิเศษภายในงานระหว่างที่กำลังจะได้ชิมรสชาติของวิสกี้ เริ่มต้นจากเพียววิสกี้ เพื่อสัมผัสกับกลิ่น ก่อนจะเติมน้ำแข็งรูปทรงกลมลงไปและใส่น้ำผสมเพื่อดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดมาให้นักดื่มได้สัมผัส 

 

จอห์นนี่ วอล์เกอร์ กรีน เลเบิ้ล ยังได้รับรางวัลระดับโลกมากมายรวมไปถึง Double Gold และ Best Blended Scotch จาก World Spirits Competition สองปีซ้อนในปี 2006 และ 2007 ซึ่งจะมีจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2599 เป็นต้นไปครับ


2/4/2016



ภาพนี้เป็นภาพที่ผมถ่ายเมื่อคืนก่อนจะนำมาเขียนบล็อก เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ผมได้หยิบเอาหนังสือที่เป็นเหมือนตำราไบเบิลของคำว่า Luxury มาเปิดดู ทำให้เราได้ย้อนคิดถึงอะไรเก่าๆ เพราะผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นก็มีอะไรในวัยเด็กที่คล้ายๆผมเช่นกัน แหวนที่วางอยู่บนหนังสือเล่มนี้คือแหวน Inversion Ring แหวนวงที่ผมมั่นใจว่าเป็นลูกค้าคนแรกที่ไปยืนรอซื้อที่หน้าร้าน ake ake บูติก บรรยากาศคงคล้ายๆกับในหนังเรื่อง  Breakfast at Tiffany's เพียงแต่ในยุคนี้ผมไปยืนถ่ายคลิปลงโซเชียลโพสลงอินสตาแกรมเท่านั้นเอง  เรียกว่าไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย แต่จริงๆผมมีเหตุผลลึกๆอยู่ในใจ ผมมองหาแหวนของ ake ake ที่จะเป็นตัวแทนของความหรูหราสง่างาม และแฝงดีเทลอันดุดันไว้ภายใน ตั้งแต่แรกเห็น ผมรู้เลยว่าเค้าเกิดมาเพื่อเป็นแหวนของ Martinphu  สัมผัสได้จากการกระหน่ำโพสลงทุกช่องทาง อยากแชร์ให้คนที่รู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกได้สัมผัสกับงานฝีมือดีๆ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใน ผมเชื่อว่าแหวนวงนี้ถ่ายภาพยาก เพราะว่าตัวเรือนแหวนขัดมันวาว และการที่จะโชว์ลายที่อยู่ข้างในด้วย ยิ่งต้องใช้ชั้นเชิงในการนำเสนออย่างที่สุด และภาพที่ได้มาก็สวยงามจับใจ เราได้เห็นแหวนสองวงที่มีขนาดต่างกันซ่อนกันอย่างลงตัว ผิวเงินทุกแสงส่องเป็นประกายสวยงามโชว์เนื้อเงิน เห็นโลโก้ตราประทับภายนอก และ ลวดลายหอกอธีนาที่อยู่ภายในอย่างชัดเจน เรียบง่ายแต่ลงตัว เบื้องหลังแหวนวงนี้คือภาพกระเป๋า Brikin ของ Hermes กระเป๋าที่เป็นตัวแทนของความหรูหรา ทั้งแหวนและกระเป๋ามีความเหมือนกันที่ผลิตด้วยมือในทุกขั้นตอนแบบชิ้นต่อชิ้น คำว่า handmade in Thailand ที่สลักอยู่บนแหวน ake ake ทุกวง ไม่ได้เพียงแค่เพื่อการโปรคำโฆษณา เบื้องหลังข้อความนี้ คือ ผลงานของเหล่าช่างฝีมือคนไทย ที่เป็นตัวแทนของประเทศในการรักษาฝีมือของช่างชั้นสูงไม่แพ้ประเทศใดในระดับโลก ใครจะรู้ว่าช่างเครื่องเงินที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศไทย และช่างเครื่องเงินที่ฝีมือเยี่ยมเท่านั้น คือ ผู้ที่จะผลิตแหวน ake ake ให้กับลูกค้าทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์เหนือนระดับ ผ่านงานดีไซน์ที่ทรงคุณค่า เต็มไปด้วยศิลปะ และบ่งบอกถึงรสนิยมที่อยู่ภายใน ผมเชื่อว่าแหวนวงนี้จะเป็นแหวนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นพร้อมเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายในแหวนวงนี้....


ake ake : ประวัติแหวน INVERSION RING


 
แหวน Inversion Ring ถือเป็นแหวนที่พลิกโฉมงานดีไซน์ของแบรนด์ ake ake เป็นแหวนที่มีความเรียบหรูที่สุด ด้วยการโชว์ผิวสัมผัสของเนื้อเงินแท้ 92.5 ที่ผ่านการผลิตด้วยฝีมือช่างชั้นสูง สลักโลโก้ ake ake  พร้อมข้อความ hand made in Thailand เพื่อตอกย้ำถึงเทคนิคการผลิตด้วยมือในทุกขั้นตอน ขนาดไซส์ของแหวนจะอยู่บริเวณขอบด้านข้าง ความพิเศษของแหวนวงนี้ก็เรียยกว่าตามชื่อเลยครับ “ Inversion ที่แปลกว่า การกลับกัน” โดยภายในแหวนซ่อนลายหอกไขว้ของเทพอธีนา ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่แหวนวงนี้  โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Collar of Torment (from 1660 Tower of London)  ถือเป็นเทคนิคการผลิตแหวนที่ยากและท้าทายมากทีเดียวครับ 


แหวนวงนี้เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน 2558 โดยมีทั้งหมด 2 ไซส์ คือ ขนาดแหวนความกว้าง 6 mm และขนาดความกว้าง 12 mm ตัวเรือนของแหวนถูกขัดให้แวววาวดูหรูหรา แตกต่างกันที่ขนาดของแหวน และลายที่อยู่ด้านใน หากเป็นรุ่น 12  mm จะมีลายหอกไขว้สองแถว ราคาจำหน่ายขนาด 6 mm อยู่ที่ราคา 2,900 บาท , ขนาด 12 mm อยู่ที่ราคา 3,900 บาท ซึ่งถือว่าราคาดีมากครับ สำหรับแหวนเงิน 92.5 ที่เป็นงานทำมือทั้งวง และใช้เทคนิคในการผลิตที่เฉพาะ


สำหรับใครกำลังตัดสินใจว่าอยากจะได้แหวนเรียบๆที่มีดีเทล และทรงคุณค่า ก็ต้องแนะนำวงนี้เลยครับ สามารถใส่ได้ทุกวัน เข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์ ซ่อนความเท่อยู่ภายใน หรือจะหยิบมาห้อยกับสร้อยคอ โชว์ลายแกะมือสุดเฟียซที่อยู่ข้างในก็ดูมีสไตล์มาก ผมได้ลองใส่แหวนทั้งสองไซส์แล้ว ใส่สบายนิ้วมากครับ ถ้าใครอยากใส่ติดนิ้ว หรือมอบให้เป็นของขวัญพิเศษกับคนรัก ผมแนะนำขนาด 6 mm จะใส่ง่ายมาก ใส่ได้ทุกวัน แต่ถ้าต้องให้ใส่แล้วดูเท่ แนะนำขนาด 12 mm ใส่แล้วเต็มนิ้ว โดดเด่นมาก ถือว่าเป็นแหวนเรียบๆที่มีชั้นเชิงซ่อนอยู่ภายใน ด้วยความที่เป็นแหวนเรียบ ลูกค้าของ ake ake ที่เคยใส่ไซส์ไหนประจำอยากให้ลองก่อนซื้อครับ อย่างของผมปกติใส่ไซส์ 9 ถ้าเป็นวงนี้ผมใส่ไซส์ 8 กำลังดีเลยครับ


สำหรับนักสะสมใหม่ที่กำลังอยากมีชิ้นงานของ ake ake อยู่ในครอบครอง เวลาซื้อแหวนเราจะได้ถุงผู้ริบบิ้นสีชมพูเฟียซพิงค์ พินประดับ กล่องกระดาษแข็งประดับโลโก้ ake ake ซองหนังใส่แหวน ผ้ารองกล่องเป็นสีชมพูเฟียซพิงค์ ผ้าเช็ดเครื่องเงิน บัตรรับประกัน ที่จะต้องระบุวันที่และสาขาที่ซื้อ บัตรอธิบายการดูแลเครื่องเงิน ใบเสร็จรับเงิน 


ถ้าเป็นลูกค้าใหม่สามารถกรอกข้อมูลสะสมยอดซื้อเพื่อรับสิทธิพิเศษเป็นวีไอพีของแบรนด์ได้ครับ หากซื้อที่บูติกสาขาหลัก จะได้รับชา เสิร์ฟพร้อมกับมาการองให้ทาน และสำหรับลูกค้าของ ake ake สามารถใช้บริการ Silver Spa ได้ฟรีที่ร้านบูติกสาขาหลัก บริการขัดเครื่องเงินให้เหมือนใหม่  (รอรับได้เลย) พร้อมการดูแลหลังการขายเป็นอย่างดี ใครกำลังมองหาแหวนเงินเท่ๆ มีเรื่องราวและดีเทล ลองแวะไปชมได้ที่ร้าน ake ake  ทุกสาขาครับ

___________________
ake ake บูติกสาขาหลักสยามสแควร์ซอย 5

โทร. 02- 115 - 1410 เปิดทุกวัน 11.15 - 20.15 น.
Line : @akeakesiamsquare
IG : @akeakethailand
ติดตามและร่วมแชร์ภาพเครื่องประดับได้ที่ #akeake

CPN Life Bulletin ( ซีพีเอ็น ไลฟ์ บูเลติน) คู่มือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ !!!


ช่วงเวลาหน้าร้อนแบบนี้ การได้ทานอะไรเย็นๆคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสโลแกน FASHIONFREEZTAร้อนนี้ต้องฟรีซ กลายเป็นคำพูดติดปากของผู้คนบนโลกออนไลน์มากที่สุด หลังจากที่ผมได้ไปงานเปิดตัวแคมเปญ FASHIONFREEZTA ของ CPN Life รันเวย์แฟชั่นบนลานน้ำแข็ง พร้อมกับการเปิดตัวนิตยสาร “CPN Life Bulletin ( ซีพีเอ็น ไลฟ์ บูเลติน) คู่มือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่” ที่จะมาอัพเดททุกไลฟ์สไตล์ ผมเพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสกับนิตยสารฉบับจริง ที่จะแจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ร้านกาแฟและร้านอาหารสุดชิคทั่วกรุงเทพ เปิดอ่านแล้วเห็นมิติใหม่ของการนำเสนอ ทั้งเนื้อหา รูปภาพ เทรนด์ เรียกว่าทำได้ดีมากจนอยากจะแวะมารีวิวให้ได้ชมครับ


ความพิเศษอย่างแรกของ CPN Life Bulletin  อยู่ที่บริเวณหน้าปก หากเราเอามือไปลูบตรงข้อความที่ว่า  TOUCH ME COVER ON THE SCENT  เราจะได้สัมผัสกับกลิ่นหอมของมินท์ที่อยู่บริเวณหน้าปก จัดพิมพ์ลงบนกระดาษ Green Eco นิตยสารมีขนาดใหญ่ 30 x 42 เซ็นติเมตร ทำให้ข้างในสามารถจุข้อมูลเนื้อหาและรูปภาพได้เป็นอย่างดี


เนื้อหาภายในมีตั้งแต่บทสัมภาษณ์นักแสดงจาก Homones the Next Gen , แฟชั่นเซตหน้าร้อน , การแนะนำเครื่องสำอางค์และเสื้อผ้าทั้งชายหญิง ,ไอเดียเมนูดับร้อน 7 วัน จาก 7 ร้านอาหารและคาเฟ่สุดฮอต , สถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อน ไปจนถึงการดูดวง (ที่บอกได้ว่าสั้นแต่แม่นมาก ! ) สีสันภายในเล่มและการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม รวมทั้งโปรโมชั่นดีๆท้ายเล่มที่พลาดไม่ได้

มาดูตัวอย่างเนื้อหาส่วนที่ผมชอบเป็นพิเศษว่ามีอะไรบ้างนะครับ

บทสัมภาษณ์นักแสดงจาก Homones the Next Gen

 
เทรนด์การแต่งตัวสำหรับผู้ชาย 

สถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อน

 ดูดวงแม่นๆ

นี่เป็นเพียงบางส่วนสำหรับเนื้อหาใน CPN Life Bulletin สำหรับใครที่อยากอ่านเวอร์ชั่นดิจิตัล - อ่านผ่านแอพลิเคชั่น เออาร์ ซีพีเอ็น ไลฟ์ (AR CPN Life) เพื่อร่วมปรากฏการณ์ฟรีซสุดขั้วไปกับแอพลิเคชั่น CPNLife ง่ายๆ เพียง

1. ดาวน์โหลดฟรีแอพพลิเคชั่น CPNLife ลงบนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพื่ออ่าน AR Code
2. เปิดแอพพลิเคชั่น CPNLife แล้วใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต สแกนไปที่สัญลักษณ์ FASHIONFREEZTA ที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะ บนหน้าปก, ถุง หรือป้ายโฆษณา แค่นี้คุณก็จะฟินไปกับภาพเบื้องหลังแฟชั่นฟรีซสุดขั้วของเดอะแกงค์ HORMONES


พบกับโปรโมชั่นดีๆรับหน้าร้อน ฟรีซทันที! รับ Ice-Cube Bluetooth Speaker เมื่อช้อบครบ 8,000.- หรือ Cool Down Tumbler เมื่อช้อปครบ 2,500.- ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. - 10 เม.ย. 59 ที่ ทุกศูนย์การค้าของซีพีเอ็น เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัลเฟสติวัล ทุกสาขา ฟรีซสุดขั้ว พร้อมกันทั่วประเทศ 25 มี.ค. - 30 เม.ย. นี้

#CPNSummer2016 #FashionFreezta #ร้อนนี้ต้องฟรีซ
FB : https://www.facebook.com/CPNLife