MEDE-TAI คอลเลคชั่นพิเศษฉลอง 10 ปี PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE ในประเทศไทย


 

วันนี้ผมแวะมาร่วมงานฉลองครบรอบ 10 ปี ของ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE ณ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ งานนี้ได้พบปะเหล่าแฟชั่นนิสต้าและลูกค้าที่รักแบรนด์ ISSEY MIYAKE มารวมตัวกันเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 

 
ซึ่งในวันนี้มีการจัดแสดงคอลเลคชั่นพิเศษ ที่ผลิตมาเพื่อฉลองการครบรอบ 10 ปีในประเทศไทย นั่นก็คือ คอลเลคชั่น MEDE-TAI ซึ่งได้แรงบันดาลใจมากจาก “ปลาไท” หรือ “ปลากระพงแดง” นั่นเอง โดยมีลวดลายที่สวยงาม 


ในคอลเลคชั่นจะมี 2 สีให้เลือก คือ สีแดง และสีดำ รวมทั้งมีกระเป๋าใบเล็กสำหรับใส่ของ รวมไปถึงเสื้อยืดสกรีนภาพปลาสีทองอีกด้วย 


นางแบบกำลังเดินแบบแสดงคอลเลคชั่น  MEDE-TAI (Video)


นางแบบกำลังแสดงเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นพิเศษ บริเวณหน้าร้าน ISSEY MIYAKE


สามารถเลือกใส่แบบทั้งลุคในคอลเลคชั่น MEDE-TAI ได้ เพิ่มความเก๋ด้วยกระเป๋าสีแดงในลายพิมพ์คอลเลคชั่นเดียวกัน


เสื้อแขนกุดทรงยอดนิยมของ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE ที่ใส่สบายเข้ากับฤดูร้อนที่กำลังมาถึง


วันนี้ผมเลือกใส่เสื้อ HOMME PLISSE ISSEY MIYAKE แขนยาวสีดำ ส่วนคุณยูกะ เลือกใส่เสื้อในคอลเลคชั่นล่าสุดของ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE สีดำเช่นกัน


ถ่ายภาพกับแบรนด์เมเนเจอร์คนเก่ง คุณแพรวา พงศธร (คนกลาง) คุณแพรถือเป็นแบรนด์เมเนเจอร์ผู้บุกเบิก  PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE ให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในประเทศไทย

MARTINPHU.COM ต้องขอแสดงความยินดี สำหรับการครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE ในประเทศไทยด้วยนะครับ เสื้อผ้าที่ไม่มีวันยับ ไม่มีคำว่าล้าสมัย ใส่ได้ทุกยุค และสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ ได้อย่างสนุกที่สุดแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียวครับ...

ake ake โชว์ศักยภาพของแบรนด์ ด้วยลวดลายฉลุที่ละเอียดเท่าปลายเข็ม !!!



เมื่อแบรนด์เครื่องเงินสุด Luxury ของเมืองไทย ake ake (เอก เอก) จัดเต็มกับเครื่องเงินในซีรีย์ระดับตำนาน St.Martin ด้วยการเปิดตัวแหวน St.Martin  Mini และกำไล St.Martin ถือเป็นการท้าทายวงการเครื่องเงิน ด้วยลวดลายฉลุที่ละเอียดเท่าปลายเข็ม !!!


ลาย St.Martin เกิดจากลายของ Fierce-de-lis (ชื่อเรียกสัญลักษณ์ของแบรนด์) มาประกอบรวมอย่างอย่างสมดุล กลายเป็นสุดยอดซีรีย์คลาสสิคระดับตำนาน และเพิ่มความยากของการผลิตด้วยลวดลายที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา 

โดยเฉพาะแหวน St.Martin Mini ที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ โชว์ความประณีตขั้นสุดของการผลิตเครื่องเงินที่ยากจะมีใครเลียนแบบ เพราะลายฉลุทั้งหมด มีขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม ต้องใช้กระบวนการมากมายกว่าจะผลิตได้แหวนและกำไลแต่ละชิ้น จึงทำให้ชิ้นงานมีจำนวนจำกัดมากกว่าลวดลายต่างๆที่ผ่านมา ที่สำคัญยังใช้เทคนิคการผลิตด้วยมือในทุกขั้นตอน พร้อมสลักคำว่า m a r t i n ไว้ที่แหวนทุกวง รวมทั้งหมายเลขกำกับแหวนที่ผลิตเพียง 61 วงเท่านั้น


วงที่ผมได้มาเป็นไซส์ 9 เป็นวงที่ 52/61  ผลิตด้วยเงินแท้ 92.5 ทุกวง ในราคาเพียงวงละ 1,900 บาท


อักขระ m a r t i n ที่สลักอยู่ในแต่ละมุมของแหวน เป็นดีเทลเล็กๆที่ทรงพลังและลงตัวมาก


ลวดลายอันวิจิตรและประณีต ที่ยากจะเลียนแบบ โชว์ผลงานช่างเงินชั้นสูง ที่มีเพียงช่างในตระกูลของแบรนด์ ake ake ที่จะสามารถผลิตงานในระดับนี้ได้เท่านั้น (Video)


ส่วนกำไลเข้าเซตกัน อยู่ที่ราคา 8,900 บาท และมีจำนวนการผลิตที่น้อยมาก (Video)

ความหมายของลวดลาย St.Martin ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามฝั่งเทพอาธีนา การทำชิ้นงานใหม่สองชิ้นนี้จึงเป็นการเผยแพร่ความดีงาม ความสว่างสดใสในนามของเทพอาธีนา โดยเห็นจากการนำลายฉลุกางเขน St.Martin ที่เล็กและอ่อนช้อย ฉลุมืออย่างยากลำบาก


ผมอยากให้ทุกท่านมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสกับคุณค่าของงานฝีมือสุดประณีตของแบรนด์ ake ake ที่ตั้งใจผลิตผลงานในระดับมาสเตอร์พีซ ในราคาที่คุ้มค่าและเหมาะกับการสะสมอย่างที่สุด ake ake เป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้จริง สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ใครที่รักและชื่นชอบในงานฝีมือเครื่องประดับเงิน ต้องไม่พลาดผลงานนี้ชิ้นนี้ครับ

_______________________________

แหวน St.Martin Mini และกำไล St.Martin ผลิตในจำนวนจำกัดและจะวางจำหน่ายใน วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2561 ที่ร้าน ake ake สาขาสยามเซ็นเตอร์ โทร.สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-251-4922 หรือ Line : akeakesiamcenter

A MOMENT WITH MIHARAYASUHIRO



เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561 มีการจัดงาน “A MOMENT WITH MIHARAYASUHIRO” ที่สยามดิสคัฟเวอร์รี่ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลก คุณมิฮาระ ยาซูฮิโร (Mihara Yasuhiro) เดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก และมีโอกาสได้พูดคุยพบปะกับแฟนคลับของแบรนด์อย่างเป็นกันเอง รวมทั้งร่วมถ่ายภาพกับเหล่าแขก VIP ที่มาร่วมงาน


มิฮาระ ยาซูฮิโร (Mihara Yasuhiro) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1972  ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปะทามะ ซึ่งทำให้เขาได้ทดลองออกแบบรองเท้าเป็นครั้งแรก การออกแบบรองเท้าสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ทำให้เขารู้สึกสนใจมากยิ่งกว่าเรื่องของศิลปะหรือความชื่นชอบส่วนตัว ด้วยเหตุนี้มิฮาระจึงเรียนรู้ด้านงานฝีมือเพิ่มเติมที่โรงงานผลิตรองเท้า ขณะที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้เองเขาได้สร้างรองเท้าคู่แรกขึ้นและค้นพบการออกแบบเฉพาะตัว ซึ่งภายหลังถูกนำมาใช้ในงานออกแบบสร้างสรรค์หลายครั้งเมื่อเขาเร่ิมต้นแบรนด์ของตัวเองภายใต้ชื่อ “MIHARAYASUHIRO” ในปี ค.ศ. 1997

แบรนด์ MIHARAYASUHIRO ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีไปทั่วโลกด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวและรายละเอียดในการออกแบบที่ดีเยี่ยม ซึ่งไม่เพียงเห็นได้จากการออกแบบรองเท้าเท่านั้น  แต่รวมถึงคอลเลค ชั่นเครื่องแต่งกายอีกด้วย มิฮาระเข้าร่วมแสดงคอลเลคชั่นเป็นครั้งแรกที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 2006 และต่อมาก็ได้เข้าร่วมแสดงผลงานที่เมืองปารีส ในปี ค.ศ. 2007 ตามลำดับ


คุณยูกะ อิวาโมโตะ กำลังพูดคุยกับคุณมิฮาระ ยูซูฮิโระ (Clip Video)

คอลเลคชั่น สปริง/ซัมเมอร์ 2009 ได้รับเลือกจาก Mensstyle.com ให้เป็นหนึ่งในสิบคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการโชว์ที่ปารีส

ในปี 2015 มิฮาระเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ให้กับ          แบรนด์ใหม่ของ ซันโย โชไค (Sanyo Shokai) อย่าง “Blue Label Crest Bridge” และ “Black Label Crest Bridge”.
แบรนด์ “MIHARAYASUHIRO” ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “เมซง มิฮาระ ยาซูฮิโร” (Maison MIHARA YASUHRO) พร้อมทั้งนำเสนอรันเวย์โชว์ คอลเลคชั่นแรกช่วงฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2009 ที่กรุงปารีส


ถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพกับคุณ  MIHARA YASUHRO เรียกว่างานที่ Exclusive มาก เป็นการเริ่มต้นปี 2018 ที่ยอดเยี่ยมครับ


 กับผู้คนในแวดวงแฟชั่น ในยุคที่ทุกคนเป็นมัลติฟังก์ชั่นทั้งพีอาร์ มาร์เก็ตติ้งและเป็นแบบมืออาชีพ


สำหรับคอลเลคชั่น MIHARAYASUHIRO SPRING/SUMMER 2018  #BLANK MIRROR ได้แรงบันดาลใจมากจากการที่ผู้คนสมัยใหม่ต่างคอยจดจ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟนกันอยู่ทุกวัน พร้อมกับปลายนิ้วที่เคลื่อนไปมาวุ่นวาย มีข้อมูลจำนวนมากจากเครื่องมือสื่อสารตรงหน้าและการสื่อสารจากผู้คนแปลกหน้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด


แต่เมื่อเครื่องมือสื่อสารนั้นถูกปิดลง กระจกอันว่างเปล่าก็จะปรากฏขึ้นแทนที่ ดีไซเนอร์ มิฮาระ ยูซูฮิโระ หยิบยกกระจกนี้ขึ้นมากล่าวถึง # # #  (แฮชแท็ก แฮชแท็ก แฮชแท็ก) เขาสงสัยถึงความหมายของมัน ความหมกมุ่นต่อการใช้สื่อโซเชียลที่รวมถึง Instagram ในปัจจุบันเป็นเพียงแค่เรื่องน่าขบขัน


จากมุมมองของมิฮาระนั้น กระแสความนิยมในการใช้แฮชแท็กถูกแสดงผ่าน วงดนตรีที่ถูกแต่งขึ้นมาในนามของ #แบลงค์ มิเรอร์ (# BLANK MIRROR) ที่มีกลิ่นอายของความเนิร์ดนิดๆ ซึ่งเป็นสไตล์ของพวกเขาที่มีภาพลักษณ์ขัดแย้งกับ ภาพอันน่าดึงดูดในอินสตาแกรม แพตช์ (Patches) และสติกเกอร์ที่เต็มไปด้วยข้อความเสียดสีถูกติดอยู่บนเสื้อผ้าของพวกเขาเต็มไปหมด



การหยิบเอาข้อความที่เสียดสีต่อกันมาใส่ในผลงานคือหนึ่งในวิธีการอันหลากหลายซึ่งปรากฏออกมาจากความสร้างสรรค์ที่มิฮาระ ยูซูฮิโระ นำมารวบรวมไว้ในคอลเลคชั่นซีซั่นล่าสุดนี้

____________________
พบกับคอลเลคชั่น MIHARAYASUHIRO SPRING/SUMMER 2018 ได้ที่
Club21 Men เอราวัณ แบงค็อก โทร.02-250-7712 Line ID : club21men_erawan
Club21 (His-Lab) สยามดิสคัฟเวอรี่ โทร.02-021-2168 Line ID :  comd-siamdis

สวัสดีปีใหม่ 2018



สวัสดีปีใหม่ 2018 ครับ บทความนี้ถือเป็นบทความแรกของปีเลยก็ว่าได้ ปีนี้ผมจะแวะกลับมาเขียนไดอารี่บ่อยขึ้นอย่างแน่นอน และยังมีข่าวสารเนื้อหาที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาฝากอีกเช่นเคยครับ บล็อกของผมเริ่มต้นในปี 2009 ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เดินทางมาถึงปี 2018 แล้ว มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจทั้งสิ้น สำหรับเป้าหมายของผมในปีนี้ คือ “การมีชีวิตที่ Minimal Life มากขึ้น” หลังจากได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า Goodbye ,Thing : The  new Japanese Minimalism เขียนโดย ฟูมิโอ ซะซะกิ หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปอีกหนึ่งขั้นเลยทีเดียว

ผมตัดสินใจทิ้งข้าวของไม่จำเป็นจำนวนมาก หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้เพียงไม่กี่หน้า ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชิวิตอย่างสิ้นเชิง ตื่นเช้า ชงกาแฟ มีความสุขมากขึ้น กับการมีข้าวของน้อยลง ชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจคือ ผู้เขียน คือคนที่เคยมีข้าวของเยอะที่สุด และมีชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความเป็น Minimalism โดยสิ้นเชิง ส่วนอะไรที่ทำให้ฟูมิโอะ เปลี่ยนไป อยากให้มีโอกาสได้ลองไปหาอ่านกันครับ สำหรับปีนี้ผมเริ่มต้นโดยการมี iphone X เป็นเพื่อนคู่กาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสามารถติดตามได้ในไอจี @Martinphu ส่วน Event แรกของปีที่เกี่ยวกับแฟชั่น คือ การเดินทางมาเมืองไทยของดีไซน์เนอร์ชื่อดังอย่าง MIHARAYASUHIRO ซึ่งผมจะมานำเสนอในโอกาสถัดไป วัตถุดิบที่สำคัญที่สุดของโลกดิจิตอล คือ ข้อมูล ถึงแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่มันก็มีพลังมหาศาลเช่นกันครับ...

“Rebecca Minkoff” (รีเบคก้า มินคอฟฟ์)

 
 
 
“Rebecca Minkoff” (รีเบคก้า มินคอฟฟ์) ไลฟ์สไตล์แบรนด์ผู้นำการออกแบบกระเป๋า และเครื่องประดับ ระดับลักชัวรีแบรนด์จากนิวยอร์ก รังสรรค์คอลเลคชันแคปซูลต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขที่ประกอบไปด้วยกระเป๋ารุ่นไอคอนของรีเบคก้า มินคอฟฟ์ อาทิ Mini M.A.C., Small Love Crossbody, Leo Clutch, Mini Julian Backpack ที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากการตกแต่งต้นคริสมาส ด้วยการเพิ่มลายดาว ลายหัวใจ ที่มีให้เลือกทั้งวัสดุหนังที่ปั้มนูนสุดปราณีตสีสันสดใส หรือการสกรีนลายที่พิเศษด้วยกลิตเตอร์แวววาวบนผ้าแคนวาสสุดคลาสิค 
 

Chevron Quilted Small Love Crossbody ที่ดีไซน์เนอร์ได้แรงบัลดาลใจจากการมอบของขวัญโดยการเลือกใช้ผ้ากำมะหยี่ในโทนสีอบอุ่นทั้งสีเหลืองมัสตาร์ด สีเทานกพิราบ สีมินไนท์บูล ให้ความรู้สึกที่หรูหรายามสัมผัสพร้อมไฮไลท์โบว์ชิ้นเล็กเพิ่มลูกเล่นให้เข้ากับเทศกาล นอกจากนี้ ยังมีกระเป๋ารุ่นใหม่ที่เป็นลิมิเตดเฉพาะซีซั่นนี้เท่านั้น อาทิ Mini Canteen กระเป๋าทรงกลมสุดคลาสิคที่มาพร้อมสายกระเป๋าที่ดีไซน์พิเศษตกแต่งด้วยเฟอร์ขนกระต่าย, Jamie Crossbody 
 
 
 
กระเป๋าครอสบอดี้ที่มีดีไซน์เรียบหรูใช้งานง่ายตกแต่งฮาร์ดแวร์ด้วยซิปด้านหน้า และไฮไลท์ที่ห้ามพลาด Heart Fur Crossbody ขนาดพอเหมาะที่มีให้เลือกทั้งแบบใช้วัสดุแบบตกแต่งด้วยเฟอร์ขนกระต่ายสีพาสเทลสบายตา และวัสดุหนังเมทาลิคแวววาว 
 
 
สำหรับกลุ่ม Small Leather Good ถูกออกแบบและใช้วัสดุตกแต่งแบบเดียวกับกระเป๋า อาทิ ซองใส่นามบัตร, กระเป๋าใส่เหรียญ, ซองใส่หนังสือเดินทาง 
 
 
 
ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดของซีซั่นนี้คือ Guitar Strap Rabbit Fur ที่สวยงามหรูหรา สามารถนำไปมิ๊กซ์แอนด์แมทช์กับกระเป๋าใบอื่นๆ ได้อย่างกลมกลืน
 
พบกับ Rebecca Minkoff ได้ที่ ชั้น1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม โทร. 02-254-5268 และชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

เจาะลึกตำนานบทที่ 12 “ Pursuit of the Prisoner ” ของแบรนด์ ake ake มีอะไร ชิ้นไหนเด็ดบ้าง !!!



สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับ วันนี้ผมจะแวะมาเล่าถึงเรื่องราวของการเปิดตัวแชปเตอร์ล่าสุดของแบรนด์ ake ake เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า)  ในตอนนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ Pursuit of the Prisoner ” หรือชื่อในภาษาไทยว่า "ไล่ต้อนนักโทษแหกคุกให้จนมุม"

 
หลังจากได้รับบัตรเชิญสุดอลังการ สิ่งแรกที่ผมได้เห็นคือภาพของหน้าผา และโซ่ที่ปิดประตูของการ์ดเชิญ ซึ่งเป็นเหมือนคำใบ้ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแชปเตอร์นี้

เนื้อเรื่องในตอนนี้มีอยู่ว่า หลังจากแหกคุกออกจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพอาธีนาแล้ว เหล่าผู้ทรยศอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็หนีไปทางป่าต้องห้าม ซึ่งต้องฝ่าฟันต่อสู้กับเถาวัลย์พิษมฤตยูและพญาผีเสื้อผู้โหดเหี้ยมที่ปกครองป่าดังกล่าว และเมื่อหลุดพ้นออกจากป่าแห่งความตาย เหล่านักโทษผู้ทรยศกลับพบกับ “หน้าผา” ที่เชื่อมกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับเขตแดนของเทพโพเซดอน พระบิดาอันเป็นที่รักของพวกเขาเหล่าลัทธิมืด

ขณะที่กองทัพศักดิ์สิทธิ์ของเทพอาธีนาได้ไล่ตามและเผชิญหน้ากับนักโทษแหกคุกที่หน้าผาดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งเตรียมอาวุธและกับดักลงอาคมจากสรรค์สูงส่งอันได้แก่ “ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ และม่านกรงเหล็กไหล” ที่เข้าตรึงกายของนักโทษกลุ่มนี้ตราบนิรันดร์  ทว่า กองทัพจากเทพโพเซดอนผู้โหดเหี้ยม ได้ปีนหน้าผาขึ้นมาช่วยเหลือ และการเผชิญหน้ากันของสองศัตรูคู่อาฆาตที่สั่นสะเทือนทั้งสามโลกก็กำลังจะเกิดขึ้น...


จากตำนานในบทนี้ เราจึงได้เห็นของศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นอยู่สองชิ้น คือ “ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ และม่านกรงเหล็กไหล” ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลในในการออกแบบเครื่องประดับเงินในแชปเตอร์นี้


ของชิ้นแรกที่ถือว่าสะดุดตา นั่นก็คือ “แหวนม่านกรงเหล็กไหล” (อันนี้เป็นชื่อที่ผมชอบมาก) เพราะว่าดีไซน์เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Holy Grille ได้รับแรงบันดาลใจมากจากงานของช่างฝีมือเหล็กกล้าในยุคกลาง 


ด้วยรูปร่างและเทคนิคการสานเกี่ยวลวดเหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ในช่วงคริสต์ศักราช 1500 - 1600 ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอิตาลี ผลงานชิ้นนี้มีจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ตที่กรุงลอนดอน ทาง ake ake ได้นำแรงบันดาลใจนี้ มาเป็นรูปแบบของแหวน The Holy Grille Ring (4,500 บาท) และ Holy Grille Collector (1,900 บาท)



ความโดดเด่นอยู่ที่การสานที่ละเอียดและมีการเล่นแสงไฟของส่วนโค้งที่ซ่อนอยู่ในลายสาน ซึ่งใช้เทคนิคขัดเงาพิเศษและรมดำ ทำให้เราเห็นลวดลายได้ชัดเจน เวลาที่แสดงไฟมาสะท้อนแหวนวงนี้ ด้วยโค้ง มุม เหลี่ยมจะสวยมากครับ แหวนมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก โดดเด่น ใส่แล้วรับรองว่าเป็นชิ้นเอกประดับนิ้วอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นแหวนวงหลักในแชปเตอร์นี้ 


ซึ่งยังมีแหวนนักสะสมที่ชื่อว่า Holy Grille Collector จะมีขนาดเล็กใส่ง่าย ใส่ซ้อน 2 วงจะสวยมาก หรืออยากจะใส่แบบเป็นเซต คือจัดทั้งแหวนหลัก และวงเล็กคอลเลคเตอร์ ก็ได้ลุคที่ดูมีพลังมาก และแอบกระซิบว่าแหวน Holy Grille Collector (1,900 บาท) จะผลิตในจำนวนน้อยมาก เพื่อการสะสมจริงๆ เรียกว่าไม่ต้องรอไปจนถึงหมดแชปเตอร์แหวนก็อาจจะหมดก่อนและไม่ได้ผลิตเพิ่มครับ ใครที่ชื่นชอบก็ต้องรีบเก็บกันหน่อย (เป็นวงที่ต้องมี)


ชิ้นเด็ดถัดมาคือ สัญลักษณ์ห่วงโซ่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเห็นในรูปแบบของแหวน กำไลข้อมือ มีตรา Fierce-de-lis (แบรนด์เอกเอกจะเรียกแบบนี้) กับห่วงวงกลม ที่เพิ่มความพิเศษคือ สามารถถอดใส่ Disc เพิ่มได้ เป็นลูกเล่นที่เพิ่มความสนุกให้กับการใส่เครื่องเงิน ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวเคาะประตูในยุคกลาง


ทำให้เกิดแหวนวงหลักอีกหนึ่งวงที่ชื่อว่า The Prisoner Ring (4,500 บาท) ซึ่งจะมาพร้อมกับ Disc ที่ถอดได้ ให้เลือกได้สองลายคือลาย Fierce-de-lis หรือ ลาย Rituals Cross และสามารถสั่งทำ Disc เป็นตัวอักษรย่อได้ (1,200 บาท)  

 

รวมทั้งยังมี The Prisoner Ring Mini (3,200 บาท) มีขนาดเล็กเหมาะกับคนที่นิ้วเรียวเล็ก ใส่แล้วสวยงามมากครับ


ไอเท็มถัดมาก็คือ “กำไล” สำหรับในแชปเตอร์นี้ จะเป็นกำไล The Prisoner Bangle รุ่นที่แพงที่สุด จะเป็นชิ้นงานเงินแท้ทั้งชิ้นอยู่ที่ราคา 14,900 บาท จะทำให้เงินแท้ทั้งชิ้น ส่วนรุ่นที่เป็นสายหนัง จะอยู่ที่ราคา 5,900 บาท สำหรับเฉพาะในส่วนของ Buckle เงินแท้ ส่วนสายหนังนั้นอยู่ที่ราคา 1,500 บาท สำหรับหนังลูกวัว 3,000 บาท สำหรับหนังจระเข้ และที่พิเศษที่สุดคือ มีหนังจระเข้ Himalayan ซึ่งถือว่าเป็นหนังจระเข้ที่แพงที่สุดในโลกอีกด้วย สำหรับกำไลหนัง ผมลองมาแล้วครับ ใส่ง่ายมากสะดวกในการใช้งาน สามารถปรับขนาดที่พอดีกับข้อมือได้เลย ซึ่งทางร้านจะมีบริการปรับสายให้พอดีกับข้อมือตั้งแต่ครั้งแรกที่ซื้อ ทำให้สะดวกในการใส่ 


ความโดดเด่นคือห่วงวงกลมที่อยู่ตรงกลาง สามารถถอดออกไปใช้เป็นจี้ห้อยคอได้เช่นกัน (จะมีตัวเชื่อม Prisoner Charm ราคา 1,100 บาท) เรียกว่าคุ้มค่ากับการลุงทุน


นอกจากนี้ยังมีต่างหู ซึ่งเป็นอะไรที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของแบรนด์ ผมเองก็ชอบต่างหูของ ake  ake มาก เพราะว่าผลิตด้วยเงินแท้ ถ้าให้แนะนำผมแนะนำเป็นรุ่น Prisoner Earring Stud GM (Grand Model)  ชิ้นใหญ่ราคา 1,400 บาท เพราะว่าใส่แล้วเห็นชัดเจน เท่มากครับ แต่ถ้าใครชอบเล็กๆก็มีรุ่นธรรมดา ราคา 800 บาท


ถ้าถามว่าควรจะซื้ออะไรยังไงก่อนดี ในความคิดของผมนะครับ อย่างแรกเลยคือต้องมีแหวนวงหลักประจำแชปเตอร์ คือ แหวน The Holy Grille Ring (4,500 บาท) หรือ The Prisoner Ring (4,500 บาท) เพราะว่าแหวนทั้งสองวงนี้คือหัวใจของแชปเตอร์นี้เลยทีเดียว ถ้าชอบความโดดเด่นมาก ลายที่ใส่แล้วปัง คนต้องทักแน่นอน แนะนำเป็น The Holy Grille Ring (4,500 บาท)


ถ้าต้องการใส่ทุกวัน ใส่ทำงาน พิมพ์งานง่าย เข้ากับเสื้อผ้าง่ายได้ทุกลุค แนะนำเป็น The Prisoner Ring (4,500 บาท) เพราะวันไหนอยากปังก็เอา Disc มาใส่เพิ่ม โดดเด่นแน่นอนครับ ถ้างบเยอะก็จัดไปสองวงครับ


ไอเท็มชิ้นต่อมาที่ต้องตามเก็บ คือ The Holy Grille Collector (1,900 บาท) แหวนนักสะสมวงเล็ก เพราะว่าผลิตน้อย และมีจำนวนจำกัดเป็นที่ต้องการของนักสะสมทุกคนครับ วงเล็กใส่ง่าย แต่ทุกคนจะมีคำถามว่าควรจะซื้อหนึ่งหรือสองวงดี ถ้ามีงบผมแนะนำสองวงครับ เพราะว่าใส่สองวงสวย เผื่อวันนึงอยากแบ่งขายก็ยังเหลืออีกวงนึงเก็บไว้ได้ (มีมูลค่าเพิ่ม) เชื่อมั้ยครับว่าทุกวันนี้แหวนที่หายากที่สุดของแบรนด์ ake ake คือแหวน Collector รุ่นแรก คนที่เล่นแบรนด์ตามหากันเยอะมาก แต่ก็ไม่มีใครยอมขาย


ชิ้นต่อไปที่ถือว่าเป็นรางวัลชีวิตให้กับช่วงปีใหม่เลยคือกำไลข้อมือ The Prisoner Bangle จะเลือกเป็นรุ่นเงินแท้ทั้งชิ้น (14,900 บาท) หรือสายหนังก็ได้ครับ ( 5,900 + 1,500 = 7,400 บาท ) ผมว่าชิ้นนี้ได้สองลุค ทั้งเรียบแต่มีดีเทล หรือดูอลังมากเมื่อใส่ห่วงเข้าไป แล้วเราก็เอาห่วงเป็นใส่กับสร้อยคอของแบรนด์ได้ จะมีตัวเชื่อมจำหน่ายเพิ่ม Prisoner Charm (1,100 บาท)

หรือใครที่กำลังมองหาของขวัญในเทศกาลปีใหม่ ก็แนะนำต่างหู มีตั้งแต่ราคา 800 บาทและ 1,400  บาทครับ กล่อง ถุง อลังการงานสร้างในแบบฉบับของแบรนด์ ake ake อย่างแน่นอน


บทวิเคราะห์ : ผมว่าแชปเตอร์นี้เป็นการรวบรวมเอาประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์กว่า 12 แชปเตอร์ของ ake ake มาเลือกสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยความที่ติดตามมาโดยตลอด สินค้าในแชปเตอร์นี้น่าซื้อทุกชิ้น ย้ำว่าทุกชิ้น !  แหวนอาจจะไม่ได้เยอะ แต่เห็นแล้วต้องซื้อ ดีไซน์โดดเด่นและใส่สบายขึ้นมาก ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าแชปเตอร์ก่อนหน้า ผมชอบแหวนม่านเหล็กไหล และทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยมาก ทั้งในงานเปิดตัวและในโซเชียลมีเดีย ทุกชิ้นมีเรื่องราวที่มาที่ไปอันเป็นที่ยอมรับ ลูกค้าเก่าและใหม่ เข้าใจเรื่องราวของแบรนด์ ราคามูลค่าของแหวนในซีรีย์ต่างๆ จัดสรรงบในการวางแผนการซื้อและมองเห็นคุณค่าในระยะยาวว่าคือการลงทุน และที่สนุกมากคือ ผมเชื่อว่าลูกค้าของแบรนด์  จะเล่าเรื่องราวของที่มาที่ไปของผลงานแต่ละชิ้นได้เป็นอย่างดี ตรงนี้คือ หัวใจของแบรนด์ เลยทีเดียว


สำหรับตัวผม ake ake คือ ผลงานศิลปะ เป็นงานอาร์ตที่เราสวมใส่ได้ทุกวัน ช่วยเพิ่มเติมลุคและดีเทลรายละเอียดในการแต่งตัวตามอารมณ์ สินค้าบางชิ้นแค่ได้ครอบครองก็มีความสุข ศิลปะยุคกลางที่ถูกตีความใหม่ลงบนเครื่องเงิน อันเป็นโลหะมีคุณค่าในตัวของเค้าเองมานับพันปี ผสมผสานกับงานช่างฝีมือชั้นสูง ความร่วมสมัยในการสร้างแบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ถ้าคุณมีแหวนเอกเอกอยู่ในครอบครองแล้ว ต้องแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้ายังไม่มี ผมคิดว่าคุณผู้อ่านน่าจะต้องมีแหวน ake ake สักหนึ่งวง (หรือมากกว่า) ในชีวิต...

___________________________
ake ake
สยามเซ็นเตอร์ชั้น 1 (ชั้น 3 เก่า) โทร. 02-2514922
Line : akeakesiamcenter
IG : @akeakethailand

แหวนวงเล็ก Little Motif จากแบรนด์ ake ake



ทุกครั้งเวลาที่มีการเปิดตัวแหวน ake ake วงใหม่ล่าสุด ผมจะมีโอกาสได้เขียนรีวิวถึงเสมอ แหวนวงล่าสุด Little Motif เป็นอีกวงที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนรอคอย แหวนวงเล็ก ใส่ง่าย มีตราสัญลักษณ์ให้เลือกสองแบบด้วยกันคือตรา St.Martin และตราสัญลักษณ์ Fierce-de-lis อันเป็นตรงประจำของแบรนด์ ake ake มาช้านาน


สำหรับวงที่ผมเลือกมาใส่ติดนิ้ว แน่นอนว่าผมต้องเลือกแหวน St.Martin ก่อนเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีชื่อเดียวกันกับตัวเอง และสวยงาม เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย ด้วยความเท่ากันของรูปทรง ทำให้ใส่ได้กับชิ้นงานอื่นๆของแบรนด์ได้สะดวก ส่วนตรา Fierce-de-lis ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ก็เป็นที่นิยมมากครับ และลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกซื้อ 2 วงใส่คู่กัน เป็นความสวยงามที่ลงตัว แหวนใส่สบาย และมีราคาดีมาก อยู่ที่ 1,690 บาท ผมเชื่อว่าราคานี้ ทำให้คนที่อยากลองใส่ ake ake สามารถเดินเข้ามาซื้อได้เลย แล้วทุกท่านจะได้สัมผัสกับแบรนด์เครื่องเงิน ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จนอยากกลับมาซื้อวงต่อๆไป  หลังจากที่โปรโมทลงไอจี ก็มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ถามถึงกันเยอะมาก หลายท่านก็วิ่งไปซื้อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ายังลังเลอยู่ อยากให้แวะไปลองที่ร้านก่อนครับ ก่อนที่ไซส์แหวนจะหมดเพราะขายดีมาก


ผมมีเทคนิคถ้าแหวนที่มีอยู่รู้สึกใส่แล้วไม่พอดี ทางร้านสามารถขยายแหวนให้ใหญ่ขึ้นได้เล็กน้อยด้วยอุปกรณ์พิเศษ รอรับได้เลยครับ แต่ถ้าขยายแล้วจะไม่สามารถทำให้กลับมาเล็กลงได้ ใครที่มีแหวน Little Motif ก็อย่าลืมถ่ายภาพสวยๆแล้วใส่ #akeake ด้วยนะครับ เพราะเชื่อว่าแต่ละท่านจะนำแหวนไปใส่กับแหวนที่มีอยู่ได้อย่างลงตัวและมีสไตล์อย่างที่สุด....

_________________________________
ake ake 

สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 1 (หรือชั้น 3 เก่า)
IG : @akeakethailand
โทร.02-2514922

Fragrance & Fashion เมื่อกลิ่นหอมเป็นแรงบันดาลใจ ภายในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18



ภายในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18 เปิดประสบการณ์สุขล้น รื่นรมย์ศิลปะหลากแขนง
นับเป็นโอกาสพิเศษสุดอีกครั้ง เมื่อพันธมิตรหลายวงการพร้อมใจกันเนรมิตความสุขให้กับแขกผู้ทรงเกียรติได้สัมผัสอาหารจากฝีมือเชฟชื่อดังที่สร้างสรรค์เมนูเลิศรส โดยจุดประกายไอเดียจากกลิ่นน้ำหอมเลอค่าเคียงคู่กับไวน์ชั้นยอด พร้อมชมแฟชั่นสุดชิคจากดีไซเนอร์ ชื่นชมเครื่องประดับและการตกแต่งไปพร้อมกันได้ ภายในอีเว้นท์พิเศษ Fragrance & Fashion ในงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18 (18th World Gourmet Festival 2017) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 


ในปีนี้   โรงแรมอนันตรา   สยาม กรุงเทพฯ ร่วมกับ 4 แบรนด์ชั้นนำ ซึ่งนำโดย คุณฟา เบเนเดทตี้ ฮอสพิทอลลิตี้ ไดเรคเตอร์ และเจ้าของ บริษัท อิตาลาเซีย กรุ๊ป ประเทศไทย แบรนด์ อิตาเลเซีย (italasia) ผู้นำเข้าไวน์ชั้นดีและชั้นนำจากทั่วโลก นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ผู้นำเข้าตะเกียงน้ำหอมต้นตำรับจากฝรั่งเศส แบรนด์ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) พร้อมสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่ด้วยการจับมือกับนักออกแบบแฟชั่น คุณมัญชุมาศ นำเบญจพล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และเจ้าของแบรนด์มันชูส์ (Munchu's) นิกกี้ วอน บูเรน กรรมการผู้จัดการ โลตัส อาร์ต เดอะ วีฟ (Lotus Arts de Vivre) ศรี วอน บูเรน ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ โลตัส อาร์ต เดอะ วีฟ (Lotus Arts de Vivre) ร่วมคิดค้นวิธีการรังสรรค์ความรื่นรมย์ให้กับทุกคน โดยอีเว้นท์พิเศษ Fragrance & Fashion จัดขึ้นภายใต้สโลแกน Fragrance and Fine Wine Meet Fashion and Fine Art in A Fine Dinner First ซึ่งทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมในการชื่นชมศิลปะอย่างอิ่มเอมและสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม 


บรรยากาศภายในงานครั้งนี้แตกต่างและโดดเด่นด้วยธีมตกแต่งเหมือนนั่งอยู่ในสวนดอกไม้นานาพันธุ์และแสงสีให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆบนโต๊ะอาหารอย่างตะเกียงน้ำหอมนั้นดูหรูหราและชวนให้ต้องมนต์เหลือเกิน แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือพระเอกของงานอย่าง เมนูอาหารทั้ง 5 ที่รังสรรค์ผ่าน Jan van Dyk  เอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟแห่งโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยเขาเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของการรังสรรค์เมนูสำหรับงานครั้งนี้ว่า เป็นการเล่าเรื่องการเดินทางจากยุโรปมาตะวันออกกลางและมาถึงเอเชีย นับเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะต้องผสมผสานทั้งไวน์และกลิ่นน้ำหอมให้เข้ากับอาหาร ผ่านการทดสอบทั้งรสชาติและกลิ่นที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปในแต่ละจาน เพื่อให้ผู้ที่ได้ลิ้มชิมรสแต่ละเมนูและได้ซึมซับกับกลิ่นต่างๆ รวมทั้งการผสมผสานกันอย่างลงตัว


สำหรับอาหารจานแรก เขาเลือกที่จะใช้แรงบันดาลใจจากกลิ่น Tomato Leaves และไวน์ขาว Sanvignon Blanc, DOC Alois Lageder, Alto Adige 2015 สร้างสรรค์ให้เป็นเมนู “Seared Scallops” ประกอบด้วยหอยเชลล์เรียงตัวประดับด้วยมะเขือเทศและแตงกวา ราดด้วยซอสทำจากซุปใสมะนาวและสมุนไพร  ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลและสดชื่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเมนูนี้เชฟบอกว่ากลิ่นน้ำหอมที่นำมาใช้สร้างสรรค์เมนู Appetizer นั้นเป็นกลิ่นที่เขาชื่นชอบมากที่สุด เพราะได้รับรู้ได้ถึงความสดชื่นของใบมะเขือเทศ ช่วยให้หายใจอย่างสบาย สร้างสมาธิและเสริมสร้างจินตนาการ


เรียกน้ำย่อยกันแล้วก็ต่อกันที่เมนูที่สอง ซึ่งได้กลิ่น Radiant Bergamot ที่ส่งกลิ่นส้มแมนดารินในตอนแรก ให้กลิ่นสมุนไพรลอยมาแตะจมูก พร้อมด้วยไวน์ขาวรสชาติเลิศ Chardonnay, Villa Angela, Velenosi, Marche 2015 เป็นตัวผลักดันให้เกิดเมนู “Quail” ขาเป็ดกงฟี (Confit) และส่วนอก วัตถุดิบสุดคลาสสิกของชาวฝรั่งเศส เคียงคู่มากับส่วนผสมของเครื่องเทศและสมุนไพร ให้รสเปรี้ยวนิดๆแต่มีความหวานกลมกล่อม ต่อเนื่องด้วยเมนูที่สาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูสุดโปรดของเอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟแห่งโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ คือ “Black Cod” ปลาคอดดำลอยบนซอสขาวที่มีส่วนผสมของซุกินี่ หรือแตงกวาฝรั่งและมะเขือเทศเขียว พร้อมด้วยชีสบูราตา และแอพริคอทโฟม ที่ทั้งนุ่มและละมุนลิ้นอย่างมาก และชวนให้สะดุดตาด้วยการตกแต่งด้วยโทนสีเหลือง ซึ่งเมนูนี้เขาได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นน้ำหอม Floral Passion ของดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆแต่ตราตรึงจิตใจที่สุด ยิ่งได้ลิ้มรสไวน์แดงชั้นยอดอย่าง Ruche di Chiraretto, Monferrato Classico, Ferraris, Piemonte 2014 ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยลิ้น แล้วก็มาถึงเมนูที่สี่ ซึ่งได้รับพลังบวกจากกลิ่น Amber Powder ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ ดอกไม้และขี้ผึ้งมารวมตัวกันอย่างน่าอัศจรรย์ มาพร้อมกับไวน์แดง Sangiovese di Romagna, DOC Superriore Riserva, Avi, SanPatrignano, Emilia Romagna 2007 เกิดเป็นเมนูสุดพิเศษอย่าง “Lamb” เนื้อนุ่มลิ้นเมื่อทานคู่กับน้ำเกรวี่และเครื่องเคียงที่มีส่วนผสมของถั่วลันเตา ใบมิ้นท์ และมะนาวก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยทวีคูณ 

ก่อนจะปิดท้ายที่เมนูของหวานอย่าง “Rosalie” ที่มีส่วนผสมของราสเบอรี่ เจลลี่รสกุหลาบลิ้นจี่ ร่วมด้วยไอศกรีมชาไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นหอมของ Timeless Rose ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆให้ความโรแมนติกที่สุด สามารถรับประทานคู่กับไวน์ขาว Moscato, Sensuale, Vigneti Del Vulture, Basilicata N/V ได้เป็นอย่างดี ระหว่างนั้นผู้เข้าร่วมงานยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ของดินเนอร์ครั้งนี้ด้วยแฟชั่นและไฟน์อาร์ทจากแฟชั่นแบรนด์ Munchu’s และเครื่องประดับ Lotus Art de Vivre ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางบนถนนสายไหม มุ่งหน้าจากเมืองจีนไปตะวันออกกลางจนถึงยุโรปและรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ต้องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันผ่านการแต่งกายและเครื่องประดับที่หรูหราและโมเดิร์น ซึ่งทุกชุดที่นำเสนอออกมาล้วนชวนให้ทุกคนประทับใจและตกตะลึงในความแปลกตาและสวยงามไปพร้อมกัน


นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เอ็น เค เอ็น รีเทล จำกัด ผู้นำเข้า ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) เปิดเผยว่า Lampe Berger Paris แบรนด์ตะเกียงน้ำหอมฟอกอากาศระดับพรีเมี่ยมจากฝรั่งเศสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีและเป็นต้นตำรับของศาสตร์การทำน้ำหอมที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจน้ำหอม โดยเฉพาะเทคโนโลยีความหอม Catalytic Diffusion System นวัตกรรมอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ทั้งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์และแผ่กลิ่นหอมให้ฟุ้งกระจายและยาวนานไปพร้อมกัน พร้อมให้ความสำคัญกับการออกแบบตะเกียงผสานเข้ากับงานศิลปะได้อย่างกลมกลืน มีน้ำหอมให้เลือกสรรมากกว่า 50 กลิ่น และมีคอลเลคชั่นใหม่ออกสู่ตลอดต่อเนื่อง จึงได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก 


“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เข้าร่วมงาน World Gourmet Festival 2017 โดยนำน้ำหอม Lampe Berger Paris มาให้เอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟ คัดสรรน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษและเลือกเฟ้นไวน์ที่เหมาะสมกับเมนูต่างๆ ภายในอีเว้นท์ Fragrance & Fashion ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว ถึงแม้หน่วยความคิดในการทำอาหารกับการผลิตน้ำหอมนั้นอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่เมื่อวิเคราะห์กันถึงองค์ประกอบภายในแล้ว จะพบว่ากระบวนการแบบลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส  นั้นใส่ใจในรายละเอียดและคำนึงถึงสุนทรียะเช่นเดียวกับการปรุงอาหาร  โดยเมนูสุดครีเอทีฟทั้ง 5 เมนู นี้ ทำให้ทุกคนที่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารรู้สึกและได้รับอรรถรสเสมือนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศกลิ่นหอมแบบ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส อย่างแท้จริง”