Kids21 มัลติแบรนด์จำหน่ายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สำหรับเด็ก



Kids21 มัลติแบรนด์จำหน่ายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สำหรับเด็ก ซึ่งอยู่ภายใต้คลับ 21 ผู้นำเข้าสินค้าแฟชั่นชั้นนำจากทั่วโลก Kids21 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศสิงคโปร์ ในปี 1997 ต่อมาเปิดที่ประเทศมาเลเซียในปี  2011 ตามด้วยฮ่องกงในปี 2012 และที่ประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2013



Kids21 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2,152 ตารางฟุต ภายในศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ภาพรวม Selection ของ Kids คง concept เน้นความสนุกสนานของเด็ก ไร้ขีดจำกัด อย่างเช่น Stella McCartney Kids หรือ Kenzo Kids ตั้งแต่เสื้อผ้าที่มีดีไซน์เรียบง่ายจนถึงแบบที่มีดีเทลแตกต่างไม่เหมือนใคร และ Kids21 ขอแนะนำแบรนด์ใหม่หาซื้อได้ก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็น Givenchy, Neil Barrett Kids, Emilio Pucci นี่แหละ คือตัวเลือกมากมายจาก Kids 21 ที่พร้อมให้คุณหนูๆสนุกไปกับกับแต่งตัว! ภายในร้านได้รับการออกแบบโดยดีไซน์เนอร์มือรางวัล “โคอิชิโร อิเคบูชิ (Koichiro Iikebuchi)” โดยเฉพาะในส่วนของเพดานซึ่งตกแต่งด้วยชิ้นผ้าที่ถูกตัดให้มีรูปทรงต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศอันสงบชวนฝันเหมือนจ้องมองไปยังปุยเมฆ เปิดโลกจินตนาการอันกว้างไกลให้กับแฟชั่นนิสต้าตัวน้อยที่ได้เข้ามาสัมผัส  KIds21 เลือกเฟ้นวัสดุธรรมชาติที่มากด้วยคุณภาพมาใช้ในการตกแต่งร้าน ช่วยเติมแต้มความรู้สึกบริสุทธิ์ ทว่าเปี่ยมด้วยความหรูหราให้กับประสบการณ์ช้อปปิ้งภายในร้าน


ในปีนี้ Kids21 ครบรอบปีที่ 21 บูทิคที่ประเทศไทย ได้ปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ โดยมีการขยายพื้นที่ของแบรนด์คุณภาพพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส “Bonpoint” (บองปวงต์) เหล่าบรรดาสาวกของแบรนด์นี้สามารถช๊อปปิ้งกันได้ที่ประเทศไทยได้แล้ววันนี้


Bonpoint

เสื้อผ้าเด็กแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส Bonpoint (บองปวงต์) เริ่มตั้งแต่ปี 1975 by โดย Marie-France Cohen โดยมีคอนเซ็ปท์ในการดีไซน์ให้ดูเรียบง่าย ไม่ตามกระแสแฟชั่นแต่ใส่ได้ตลอดเวลา ความเป็นเอกลักษณ์ของ Bonpoint คือ ความละเอียดและความพิถีพิถันในการตัดเย็บคือ ไม่ว่าจะเป็นการปักเย็บปกเสื้อ ลายของผ้า เนื้อผ้าที่ใส่สบาย และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การตัดเย็บและออกแบบเสื้อผ้า ในแต่ละช่วงวัย

ด้วย pattern ที่แตกต่างกันออกไปตามการเติมโตของสรีระและพัฒนาการของเด็ก  ด้วยความชำนาญกว่า 40 ปีของ Bonpoint ก็สร้างสรรค์ชุดออกมาให้คุณหนูๆสวมใส่ได้อย่างสบาย เคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วและมีรูปร่างที่สมส่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Givenchy

The GIVENCHY Kid Collection Spring-Summer 2018  นำ “ลายดาว” ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และ ตัวหนังสือ “GIVENCHY” มาเป็นลูกเล่นบนเสื้อผ้าของคุณหนูๆ บนสีสันสดใส แต่ดีไซเนอร์ ไม่ลืมที่จะนำ สีแดง สีขาว และสีดำ ซึ่งเป็นสี Signature ของแบรนด์มาเป็นรายละเอียด เพิ่มความหรูหรา และบ่งบอกความเป็น Givenchy สำหรับหนูๆ ตัวน้อย

Emilio Pucci

ชุดกระโปรงและเสื้อผ้าชิ้นต่างๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ใหญ่เพื่อสร้างให้เกิดความเป็นเลดี้ตัวน้อย หรือ  “mini-me” ขึ้นมา เสื้อผ้าแต่ละชิ้นไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานได้จริงเท่านั้น แต่ยังคงความสง่างามด้วยการผสมผสานโครงเสื้อแบบต่างๆ ที่สำหรับใช้ได้ทั้งงานพิธีการและเวลาส่วนตัว การผสานทั้งสองสิ่งนี้เข้าไว้อย่างลงตัวด้วยกันคือสัญลักษณ์สำคัญในงานดีไซน์ของแบรนด์     
 
Neil Barrett Kids

คอลเลคชันแรกเริ่มจาก Neil Barrett Kids ออกแบบมาเพื่อเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่สี่ขวบไปจนถึง 14 ปีซึ่งในคอลเลกชันจาก Neil Barrett Kids นี้มีดีไซน์ที่พร้อมสำหรับทุกคน ลวดลายสายฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ยังถูกนำมาใช้ในการออกแบบบนหลายชื้นงานด้วยสีสันที่โดดเด่นเพื่อรวมเอาความสนุกสนานและเปี่ยมด้วยพลังของเหล่าสุภาพบุรุษตัวน้อย


Kids21 เป็นจุดหมายสำหรับเหล่าคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้บุตรหลานได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัยและผลิตจากที่ๆ ดีที่สุด สินค้าภายในร้านประกอบไปด้วยแบรนด์เครื่องแต่งกายยอดนิยมสำหรับเด็กแรกเกิดถึงเด็กอายุ 12 ปี นอกเหนือจากเครื่องแต่งกายแล้ว Kids21 ยังมีเครื่องประดับและของเล่นที่มีคุณภาพดีเอาใจเด็กๆ และของขวัญสุดพรีเมียมอีกมากมาย พบกับ Kids21 ได้ที่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิเอ็มควอเทียร์

The Sacred Crown : ake ake



แบรนด์ ake ake ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 พร้อมผลงานการออกแบบในซีรีย์แหวน The Sacred Crown ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหล่าทวยเทพ ตัวเรือนเป็นเงินแท้ 92.5 ชุบด้วยโลหะมีค่า และเทคนิคการลงยาในแบบเฉพาะของแบรนด์ (วงละ 4,300 บาท)


Hera องค์เทพีแห่งความรักและความอบอุ่นอันบริสุทธิ์ พร้อมปกป้องผู้ฝักใฝ่ในความดีงาม และสู้รบกับสิ่งชั่วร้ายด้วยความศรัทธาในความรัก ได้รับประทานมงกุฏทองคำสีชมพูบริสุทธิ์จากพญาเทพอาธีนาเพื่อปกปักรักษาผู้ต่อสู่เพื่อความดีงาม และใช้ความรักอันบริสุทธิ์เอาชนะความชั่วร้ายในจิตใจของศัตรู ให้กลับใจ ตาสว่าง ปลดแอกตัวเองออกจากลัทธิมืดของเทพโพเซดอนได้


Hermes องค์เทพแห่งความสว่าง รุ่งเรืองดั่งทองคำ ด้วยอำนาจคำประกาศิตที่ทุกเทพและหมู่มารต้องรับฟังอย่างไม่อาจขัดขืน ได้รับมอบมงกุฏทองคำอันงดงามเพื่อสาดส่องความดีงามไปทุกหย่อมหญ้า ผู้ที่คิดร้ายไม่อาจสู้สายตาต่อประกายแสงทองคำศักดิ์สิทธิ์นี้ได้


Perseus องค์เทพสายฟ้าแห่งการทำลายล้างตามตำนานกรีกโบราณ ในฐานะผู้ปกครองความสงบสุขและขจัดสิ่งชั่วร้าย องค์เทพอาธีนาจึงได้เลือกมาเป็นขุนพลหลักในการต่อกรกับทัพอสูรใต้ทะเลลึกของเทพโพเซดอนโดยเฉพาะ พร้อมประทานมงกุฎสีดำแห่งความมืดมิดที่ศัตรูต้องหวาดกลัวและเข็ดขยาด พร้อมกระชากวิญญาณลงสู่นรกขุมลึกที่สุด



เมื่อมียอดครบ 3,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! สายคล้องคอ The Olympian Medal สัญลักษณ์แห่งเหล่าทัพของเหล่าเทพ ที่นอกจากจะใส่เป็นเครื่องประดับได้แล้ว ยังสามารถใช้คล้องกับพวงกุญแจ บัตรพนักงาน หรือกุญแจรถได้อีกด้วย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG @akeakethailand

Vivienne Westwood จัดงานเปิดตัว “The First Exhibition” ครั้งแรกในประเทศไทย



Vivienne Westwood จัดงานเปิดตัว “The First Exhibition” ครั้งแรกในประเทศไทย รวมไปถึงเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ANGLOMANIA Spring/Summer 2018 



โดยได้สาว Influencer สุดจี๊ดอย่าง นท พนายางกูร มาเป็นแม่งานรวมถึงเป็น Curator ของงานในครั้งนี้ ทั้งนี้ นท และ Influencers ชั้นนำของเมืองไทย อย่างเช่น Pearypie โทนี่ รากแก่น หลิน- มชณต สุวรรณมาศ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ และ เอลิค ตูบัว มาร่วมเปิดงาน


พร้อมเล่าเรื่องราวผลงานชิ้นพิเศษที่ได้ทำตามคอนเซ็ปรักโลกซึ่งตรงกับแมสเสจหลักของคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่รณรงค์เรื่องการงดใช้ถุงพลาสติก


นอกเหนือจากนี้ลายพิมพ์บนเสื้อคำว่า  “ขอขอบคุณ”  ยังถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในคอลเลคชั่น ซึ่งป้าวิเวียนได้รับแรงบันดาลใจหลัก ครั้งที่ได้มาเที่ยวทะเลที่เมืองไทย 


สามารถชม Vivienne Westwood The First Exhibition ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2561
ชั้น 2 โซน THAI THAI เซ็นทรัลชิดลม

งาน HOVR Night in Bangkok



เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 กุมภาพันธ์ 2561) ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน HOVR Night in Bangkok ซึ่งจัดขึ้นที่เสนาแวร์เฮาส์ สุขุมวิท 50 เพื่อเปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า HOVR (ฮัฟเวอร์) เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่มาเหนือชั้นสำหรับรองเท้าวิ่งของแบรนด์  Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) เทคโนโลยีที่ว่านี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนรวมกัน 1.สลายแรงกระแทก 2.เพิ่มพลังส่ง 3. มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ซึ่งทำให้กลายเป็นพื้นรองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ณ ปัจจุบัน


งานนี้ถือเป็นงานที่รวมตัวเหล่า Influencer (ผู้ทรงอิทธิพล) ในสาขาต่างๆที่รักและเป็นแฟนคลับของแบรนด์มาโดยตลอด ภาพจากซ้ายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผมเองนี่ละครับ MARTINPHU เป็นตัวแทนของแฟชั่นบล็อกเกอร์ ที่รักในการออกกำลังกาย ฟิตแอนด์เฟิร์ม และมักจะใส่รองเท้าสนีคเกอร์กับลุคแฟชั่น ซึ่งวันงานผมเองก็ใส่รองเท้ารุ่น HOVR Phantom สีขาวไปร่วมงานด้วยเช่นกัน ถัดมาเป็น น้องคิวและน้องจ๋า คู่รักการออกกำลังกาย เพราะความฟิต ทำให้ทั้งคู่มาเจอกัน น้องจ๋ายังเป็นเจ้าของเพจ Tidcook ที่นำเสนอการทำอาหารสุขภาพอีกด้วย ส่วนน้องคิวเป็นเทรนเนอร์อาชีพ น้องติก เป็นตัวแทนของหนุ่มนักธุรกิจ ที่ชอบออกกำลังกาย ทั้งตีกอล์ฟ ฟิตเนส และกังฟู มาสเตอร์เจย์ ดีกรีนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย และเจ้าของเพจ ITSMYSTYLE ที่มาการันตีว่าสินค้าของแบรนด์ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) มีคุณภาพเหมาะกับนักกีฬาอาชีพ


งานนี้ผมก็ต้องกระโดดโชว์กันหน่อยครับ ว่ารองเท้ารุ่น HOVR Phantom (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) ช่วยให้เรากระโดดได้สูงขึ้น และรู้สึกถึงความนุ่มสบายเหมือนสภาวะไร้น้ำหนัก ใส่สบาย คู่เดียวจบ ใส่ไปเที่ยว ใส่ออกกำลังกาย และใส่วิ่งได้ ผมชอบพื้น HOVR มากเพราะมีความนุ่มเด้งดึ๋ง และมีพลังส่ง (Energy Return )ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน


ถ่ายภาพให้ชมกันชัดๆ สำหรับรองเท้ารุ่น HOVR Phantom (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) สีแดงสุดร้อนแรง ในราคาคู่ละ 6,190  บาท มีทั้งหมด 3 สี คือ ขาว แดง และดำ

คุณสมบัติ 
1.พื้นเป็นเทคโนโลยี HOVR โฟมนุ่มสุด รับแรงดีสุด และแรงส่งสูงสุด
2.แผ่นรองเท้าด้านในเป็น 4D Footbed ใส่ได้นานทั้งวันไม่เมื่อยเท้า
3.ดีไซน์เหมือนถุงเท้า ทันสมัย
4.ใส่วิ่งระยะไกลได้ ใส่เข้าฟิตเนสได้
5.ด้านหน้ารองเท้ายืดหยุ่นได้ตามรูปเท้า หมดปัญหาบีบหน้าเท้า
6.มีการฝังเซ็นเซอร์ไว้ในรองเท้า เชื่อมต่อกับ app MymapRun ได้
7.ใส่กับเสื้อผ้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ได้ง่าย
8.น้ำหนัก 304 กรัม


รองเท้ารุ่น  HOVR  Sonic (ฮัฟเวอร์ โซนิค)  ซึ่งเป็นรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ มีสี ขาว แดง ดำ ราคา 4,690 บาท

คุณสมบัติ
1.พื้นเป็นเทคโนโลยี HOVR แบบวางไว้ครึ่งหนึ่งของรองเท้า
2.โครงสร้างรองเท้ามีรูระบายอากาศได้ดีมาก
3.บริเวณส้นเป็น TPU แบบแข็ง ช่วยล็อคส้นและป้องกันการสั่นสะเทือน
4.พื้นรองเท้าเป็นแนวเส้นขวาง ช่วยในการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า
5.เหมาะสำหรับใส่วิ่งจริงจัง วิ่งระยะไกล (10-42 km)
6.ดีไซน์แบบต้องผู้เชือกรองเท้า เพื่อปรับความกระชับ
7.พื้นด้านในมีแผ่นรอง สามารถดึงออกได้
8.น้ำหนัก 280 กรัม


และคำถามยอดฮิตคือ ระหว่าง HOVR Phantom กับ HOVR  Sonic จะเลือกซื้ออะไรดี ? ความแตกต่างอย่างแรกคือ ราคาครับ เพราะทั้ง 2 คู่นี้ราคาต่างกัน  1,500 บาท HOVR Phantom จะเหมาะกับแฟชั่นไลฟ์สไตล์ + วิ่ง ส่วน HOVR  Sonic จะเหมาะกับคนที่วิ่งอย่างจริงจัง  ส่วนที่ต่างต่อมาคือดีไซน์ เพราะ HOVR Phantom จะมีดีไซน์เหมือนถุงเท้า และมีความยืดหยุ่นสูงบริเวณหน้าเท้า ส่วน HOVR  Sonic จะเป็นแบบรองเท้าวิ่งระยะไกลที่สามารถผูกเชือกได้ ส่วนสุดท้ายคือพื้น HOVR Phantom จะนุ่มสบายเท้า ใส่ได้ทั้งวันไม่เมื่อยเท้า ส่วน HOVR  Sonic จะแข็งกว่า และสามารถดึงพื้นออกมาได้ เหมาะสำหรับใส่วิ่งจริงจังทั้งระยะสั้นและระยะไกล สำหรับคู่ที่ผมเลือกเป็น "HOVR Phantom" เพราะเข้ากับไลฟ์สไตล์มากกว่า เป็นคู่ Top ของแบรนด์ คุ้มค่ากับการลงทุนครับ


คุณเต๋าสมชาย คุณพิตต้า คุณแหม่มผู้บริหารของแบรนด์ คุณมาร์ค และคุณป๊อก ยังร่วมกันกระโดดโชว์ ประสิทธิภาพเทคโนโลยี  HOVR


งานนี้ทั้งดารา แบรนด์แอมบาสเดอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริหารก็ร่วมถ่ายภาพ เก็บบรรยากาศความสนุกของงาน


ถ้ายังไม่จุใจก็สามารถเข้าไปรับชมวีดิโองาน HOVR Night in Bangkok ได้เลยครับ ใครกำลังมองหารองเท้าวิ่งที่ทรงประสิทธิภาพ ก็ต้องลองไปสัมผัสกับเทคโนโลยี HOVR ได้ที่ร้าน Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์ ) ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ

HOVR (โฮเวอร์) เทคโนโลยีสุดล้ำจาก UNDER ARMOUR



เป็นกระแสโด่งดังในโลกออนไลน์ เมื่อ UNDER ARMOUR (อันเดอร์ อาร์เมอร์) เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า HOVR  (ฮัฟเวอร์) พร้อมกับรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2018 อีก 2 รุ่น นั่นคือรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) และรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) มาพร้อมโฆษณาตัวแรกในธีมสีขาวแดงและดำ เล่าเรื่องของกลุ่มคนที่กำลังวิ่ง กระโดด ตีลังกา


และเมื่อผมเลื่อนผ่านเข้าไปดูในอินสตาแกรมของแบรนด์ โดยเฉพาะใน Story ของการเปิดตัวรองเท้ารุ่นนี้ที่  Shanghai  ก็เป็นการรวมตัวกันของนักวิ่ง ภาพของตึกทั้งตึกที่เขียนว่า HOVR มีคนมาตีลังกาแสดงศักยภาพของรองเท้า ตลอดจนการให้นักบินพัดลมยักษ์ แสดงการบินหมุนตัวกลางอากาศ

 

ส่วนที่ New York มีการใช้รถ Rolls Royce สีขาวในการรับแขก VIP พร้อมป้ายทะเบียนที่เขียนว่า HOVR ทำให้ผมสัมผัสได้ว่ารองเท้าคู่นี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน


เทคโนโลยี HOVR (ฮัฟเวอร์) ของ UNDER ARMOUR (อันเดอร์ อาร์เมอร์) คือ การรวมตัวกันของเทคโนยีที่ช่วยในการสลายแรงกระแทก + การส่งพลังงานกลับ Energy  Return + ความทนทานของพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องของการวิ่งและการกระโดดได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยของการผลิตพื้น HOVR FOAM ที่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง CHARGED FOAM แบบเห็นได้ชัด สามารถสร้างแรงส่งได้มากขึ้น 15  % ทนทานมากขึ้น 40 % และเบาขึ้น 10  % และเพิ่มคุณสมบัติเพื่อทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นด้วยการห่อ HOVR ด้วยเส้นด้าย THREADBORNE เรียกว่า “ENERGY WEB” ด้วยเทคโนโลยี HOVR ที่ล้ำสมัยจึงทำให้เกิดรองเท้าซึ่งถือเป็นที่สุด 2 รุ่น ได้แก่รุ่น HOVR PHANTOM  (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) และรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) โดยแต่ละรุ่นจะถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป


สำหรับรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  ซึ่งถือเป็นรุ่น TOP สุดของแบรนด์ (ราคา 6,190 บาท) เป็นรุ่นที่ถูกดีไซน์มาเพื่อใส่ได้ในชีวิตประจำวันเข้ากับเสื้อผ้า Streetwear แต่แฝงไปด้วยประสิทธิภาพระดับรองเท้าวิ่งระยะไกล รวมทั้งใส่เข้ายิมได้เลย ด้วยแผ่น 4D Foam Footbed จะเพิ่มความนุ่ม ทำให้สามารถใส่ได้นานทั้งวัน ไม่เมื่อยเท้า โครงสร้างรองเท้าแบบ Speedform  2.0 เน้นความกระชับให้ความรู้สึกแบบถุงเท้า เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นไปตามรูปเท้า จุดเด่นพิเศษ คือ มีการฝังเซนเซอร์ไว้ภายในรองเท้า สามารถซิงค์เข้ากับแอปพลิเคชั่น MymapRun ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นออกกำลังกายที่ UNDER ARMOUR เป็นผู้พัฒนาขึ้น


ส่วนรุ่น HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) เป็นรองเท้าที่ผลิตมาเพื่อใช้สำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะ (ราคา 4,690 บาท ) เน้นการระบายอากาศ โครงสร้างรองเท้าเป็นแบบ Speed-fit 2.0 ทอเป็นตาข่ายกว้าง รู้สึกสบายและมีลมผ่านตลอดเวลา ตัวพื้น HOVR FOAM จะบางและวางไว้ครึ่งฝ่าเท้า เพื่อให้ความเฟิร์ม แน่น รู้สึกถึงแรงดีดเวลาออกตัว ยางนุ่มบริเวณปลายเท้า เกาะพื้นได้ดี ตอบโจทย์นักวิ่งที่กำลังมองหา รองเท้าวิ่งอย่างจริงจัง แต่ก็สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน



เนื่องจากตัวผมเองเป็นแฟนคลับของแบรนด์อยู่แล้ว ผมเลยซื้อรองเท้ารุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  ตั้งแต่ช่วงเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งจะมีสีแดงเข้ามาจำนวนเพียง 28 คู่ในช่วงแรก และจะเปิดตัวด้วยสีขาว ก่อนที่จะมีสีดำ และแดงตามมาอีกรอบ สำหรับสีที่ผมเลือกเป็นสีขาวครับ เพราะว่าผมเองมีรองเท้าสีขาวล้วนน้อยมากในตู้ และผมคิดว่ารองเท้าสีขาวเข้าได้กับเสื้อผ้าทุกสี หลากหลายสไตล์ หลายท่านอาจจะกังวลเรื่องการเปื้อนง่าย แต่ปัจจุบันเรามีสเปรย์ฉีดกันน้ำป้องกันไว้ก่อนได้ และมีน้ำยาทำความสะอาดรองเท้าสารพัดแบรนด์ที่จะช่วยคงความขาวได้ยาวนานขึ้น รองเท้าสีขาวเป็นสีที่ต้องมีไว้ติดตู้รองเท้าเช่นกันครับ 

สาเหตุที่ผมเลือกรุ่น HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม) เพราะใส่กับเสื้อผ้าแนว Streetwear ได้เลย จะใส่กับยีนส์หรือกางเกงทรงครอป ก็สวยมาก เพราะโครงสร้างจะเป็นแบบ Speedform เหมือนใส่ถุงเท้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก และสิ่งที่ตัดสินใจซื้อเลยเพราะว่า ลองใส่แล้วใส่สบายมากครับ เป็นคู่ที่ใส่สบายที่สุดเท่าที่ผมเคยใส่รองเท้าสนีคเกอร์มาเลยทีเดียว พื้นมีความนุ่นมากสมกับพื้น 4D Foam Footbed  จริงๆ อันนี้อยากให้ทุกท่านได้ลอง ทุกดีเทลของการดีไซน์เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นและความหมาย บริเวณหน้าเท้ายืดได้ตามรูปเท้า หมดปัญหาใส่แล้วเจ็บอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าได้ลองกระโดดก็จะรู้สึกถึงพลังส่งที่ดีเยี่ยม ตรงนี้ผมมองว่าเป็นจุดแข็งของแบรนด์เลยทีเดียว  และผมชอบประโยคเด็ดในโฆษณาที่ว่า "GRAVITY HOLDS YOU DOWN : UA HOVR LIFTS YOU UP " ผมใส่แล้วรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ใครที่กำลังมองหารองเท้าสำหรับออกกำลังกาย ใส่วิ่ง หรือใส่ในชีวิตประจำวัน ผมว่าทั้ง HOVR PHANTOM (ฮัฟเวอร์ แฟนท่อม)  และ HOVR SONIC (ฮัฟเวอร์ โซนิค) ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับการลงทุนมาก เพราะ “ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือฟังก์ชั่นที่ดีเยี่ยม จนเราสัมผัสได้”

________________________
Pic credit :
IG @Underamour
www.UnderAmour.com

mnml คืออะไร ?



mnml แบรนด์สตรีทแวร์สุดฮิตจากอเมริกา ที่โด่งดังด้วยกางเกงยีนส์ผ้าฟอก ขาดตรงบริเวณหัวเข่า และกางเกงสไตล์ TRACK PANTS ที่มีเชือกยาว เหมือนกางเกงของ RICK OWENS ครั้งแรกที่ผมรู้จักแบรนด์นี้จากเพื่อนๆที่อยู่รอบตัว จนต้องเข้าไปค้นหาใน Youtube ว่ามีอะไรดี ผมเห็นรีวิวเยอะมากจากเมืองนอก ในฝั่งลูกค้าที่ซื้อและมารีวิวจริงๆ จนอยากลองสั่งมาใส่บ้างเพื่อจะได้มาเขียนรีวิวให้ทุกท่านได้อ่าน โดยผมสั่งสินค้าจากร้านที่รับพรีออร์เดอร์ในเฟซบุ๊กของแท้ที่ชื่อว่า mnml thailand exclusive pre-order หรือในอินสตาแกรม @mnmlexclusive  ได้รับของไวและบริการดี


mnml หรือที่สาวกของแบรนด์เรียกว่า “มินิมอล” โดยชื่อแบรนด์ มาจากการดึงเอาตัวอักษรของคำว่า MINIMAL มาเรียงต่อกัน โดยช่วยตัวอักษรเล็ก กลายเป็นโลโก้ของแบรนด์ m n m l อันโด่งดังไปทั่วโลก สิ่งแรกที่ผมเห็นจากอินสตาแกรมหลักของแบรนด์ mnml.la คือ การที่นายแบบโพสต์ภาพใส่กางเกง แล้วเอามือปิดหน้า ทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปต่างกันโพสต์ภาพในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์ ชิ้นเด่นที่นอกจากยีนส์ขาด ก็คือ กางเกงทรงกีฬาแทบสีแดง ที่มีซิปซ่อนอยู่บริเวณปลายขา และเชือกผูกที่ยาว ผมว่าดีไซน์เหล่านี้คือการหยิบจับสิ่งที่เป็นเทรนด์มาประกอบรวมกัน ทรงของกางเกงมีความสลิม ที่ช่วยทำให้ดูขายาว สำหรับผมใส่ไซส์ M เอว 32 (สูง 178 เซนติเมตร) หลังจากที่ได้มาแล้วก็ลองใส่ ผมคิดว่าเนื้อผ้าคุณภาพดีมากครับ ซิปก็จะเป็นแนวซิปใหญ่ มีการสลักคำว่า mnml อยู่ที่บริเวณซิป ความเท่อยู่ตรงเชือกที่ยาวนี่ละครับ (เค้ามีขายเพิ่มด้วยถ้าเราต้องการสำรอง) แบรนด์โด่งดังจากการเหล่า Youtuber รีวิวแล้วนำไปแต่งตัวในแต่ละลุคให้เราได้ชม เหมาะมากกับแนวสตรีทแวร์ สำหรับราคาร้านพรีออร์เดอร์อยู่ที่ 3 - 4 พันบาท


ซึ่งแบรนด์มีจุดแข็งอยู่  3  ข้อ 1.Progressive Designs 2.Fair Prices 3.Quality Production ซึ่งผมคิดว่าแบรนด์ทำได้ตอบโจทย์โดยภาพรวมได้เป็นอย่างดี และจับกลุ่มสตรีทแวร์ได้จริงๆ รวมถึงเป็นแบรนด์ที่มาจาก Los Angeles ถึงแม้ว่าจะผลิตใน INDIA ก็ตาม เหล่าสาวกก็ยังชื่นชอบ จนยอดขายถล่มทลาย กางเกงที่ผมสั่งซื้อ ก็ประกาศหน้าเวปว่าขายหมดเกลี้ยง  ทำให้ผู้คนต้องตามหาจากร้านพรีออร์เดอร์ทั่วโลก เทรนด์สตรีทแวร์เป็นอะไรที่สนุกมาก ใส่สบาย ใครอยากจะลองนำไปใส่กับรองเท้าคู่โปรด เพื่อสร้างสไตล์ส่วนตัวก็จัดไปครับ “ใส่ก่อน เก๋ก่อน อ่านก่อน รู้ก่อน” เช่นกันครับ...

_______________________
Pic Credit : @mnml.la

BALENCIAGA SS 2018



ช่วงเวลาก่อนนอน ที่พยายามเข้านอนแล้วนอนไม่หลับ ผมเลื่อนไปดูอินสตาแกรม เห็นภาพโฆษณาของ BALENCIAGA แล้วต้องเขียนถึง จริงๆเป็นประเด็ดที่ผมเพิ่งพูดคุยกับทีมงานในระหว่างประชุมเลยทีเดียว ภาพคอลเลคชั่นล่าสุดเป็นแนวปาปารัสซี่ นางแบบเป็นตัวแทนของคนดังผู้มีชื่อเสียง แต่งตัวด้วยชุดที่ผ่านการสไตล์ลิ่งมาอย่างดี พร้อมข้าวของเครื่องใช้ที่จะบ่งบอกถึงความร่ำรวย เพียงแต่สินค้าเหล่านั้น ถูกดีไซน์ขึ้นใหม่ในแบบของ BALENCIAGA 

 
 
ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า BB สีดำที่คุณยายถือ นั่นคือตัวแทนกระเป๋าคลาสสิกจาก  CHANEL กระเป๋าทรงโค้งที่มีคำว่า BALENCIAGA ติดอยู่ตัวโตๆ นั่นคือกระเป๋ารุ่น BOLIDE จาก HERMES  รองเท้าหนามแหลมเป็นพิเศษ ที่นึกถึงรองเท้าของ VALENTINO ไปจนลายสก็อต ที่ทำให้นึกถึง BURBERRY ทั้งหมดนี้มาพร้อมคำโปรยให้สามารถออนไลน์พรีออร์เดอร์ได้ และสินค้าจะวางขายในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์


นับเป็นการนำเสนอโฆษณาสินค้าในรูปแบบใหม่ๆที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงการหยิบเอารูปแบบดีไซน์ที่ทรงพลังมาตีความใหม่ในแบบ BALENCIAGA เหล่านี้คือ สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง กล้าคิด กล้าทำ กล้านำเสนอในมุมมองใหม่ๆ จนเราอาจจะลืมภาพกระเป๋าหนังฟอกตอกหมุดรุ่นสุดฮิตของแบรนด์ไปเลยทีเดียว


ผมว่าช่วงนี้ BALENCIAGA สนุกมาก ตั้งแต่รองเท้าทรงถุงเท้า SPEED TRAINER สีดำพื้นขาวสุดฮิต ไปจนถึงรองเท้าที่ทุกคนกำลังตามล่ากันอย่างสุดชีวิต รุ่น TRIPLE S สิ่งที่ทำให้ BALENCIAGA ประสบความสำเร็จในแง่ของการสื่อสาร คือ การหลุดออกจากกรอบเดิมๆของแบรนด์ LUXURY ที่ทำตามๆกันมา กล้าที่จะฉีกแนวในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 


การสร้างเทรนด์ฮิตเพื่อให้เหล่าสนีคเกอร์เฮดมารู้จักแบรนด์ และค้นหาข้อมูลของแบรนด์ผ่านโลกออนไลน์และมาเป็นลูกค้าของแบรนด์ในที่สุด เพราะเราอยู่ในยุคที่รองเท้าสนีคเกอร์มีมูลค่าสูงกว่ารองเท้าหนัง รวมทั้งแซงหน้าทองคำไปแล้วครับทุกคน...

__________________________
Pic Credit : IG @Balenciaga

MARNI MARKET ครั้งที่ 2 ในประเทศไทย



เมื่อนึกถึงการจ่ายตลาด ทุกท่านจะนึกถึงอะไรครับ? สำหรับผม จะนึกถึงตะกร้าสำหรับจ่ายตลาด... ไอเดียเล็กๆแบบนี้ คือ เทคนิคที่แบรนด์ MARNI เลือกใช้ในการนำเสนอ จนเกิดเป็น MARNI MARKET ป็อปอัพสโตร์ที่จะเดินทางไปทั่วโลก ด้วยสีสันที่สดใส ลายพิมพ์วิวทิวทัศน์ และสีสันของตะกร้าสานอันโดดเด่น จึงเป็นที่มาของโปรเจคพิเศษในครั้งนี้ และการเดินทางกลับมาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่ชั้น G ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ซึ่งเราสามารถติดตามภาพบรรยากาศของ MARNI MARKET ทั่วโลกได้จาก #MARNIMARKET (ใน Instagram)


สำหรับชิ้นเด็ดที่ผมแนะนำว่าน่าสนใจชิ้นแรกเป็นตะกร้าสานด้วยสีสันสดใส หรือที่เรามักจะเรียกกันว่าตะกร้าปิกนิก ที่เข้ากับบรรยากาศในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ชิ้นที่สองคือกระเป๋า Tote ลายทางที่มีหูจับเป็นอะลูมิเนียมหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ ทั้งสองใบถือเป็นชิ้นเด่นของ MARNI MARKET มีโลโก้ที่สลักบนแผ่นหนังสีดำว่า MARNI ตัวโตๆอยู่หน้ากระเป๋าทั้ง 2  ใบ แบรนด์ดึงเอาสิ่งที่อยู่รอบตัว มาผลิตด้วยวัสดุชั้นดี ผ่านการออกแบบที่เน้นเรื่องโทนสี และดีไซน์ที่น่าสนใจ รวมทั้งใช้งานได้จริง ทำให้สินค้าที่ดูเหมือนจะธรรมดากลายเป็นสินค้าสุดเอ็กซ์ครูซีฟ


รีวิวสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมมีโอกาสได้ใช้กระเป๋า Tote ต้องบอกว่าใช้งานได้ดี จุของเยอะ ใส่เอกสารไปทำงานเก๋ๆได้สบายมากครับ สำหรับกระเป๋าที่เป็นทรงตะกร้า ลูกค้าของผมซื้อไปใช้เวลาใส่ของเวลาลงไปว่ายน้ำที่คอนโด ใส่ได้ทั้งผ้าเช็ดตัว หนังสือ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องดื่มเย็นๆสักหนึ่งแก้ว สร้างบรรยากาศวันพักผ่อนที่สดใสได้ดีทีเดียว และกระเป๋าสองรุ่นนี้ ไม่ได้มีวางจำหน่ายทั่วไป จะมีวางจำหน่ายที่ MARNI MARKET ที่เดินทางไปทั่วโลกเท่านั้น นี่คือความพิเศษของกระเป๋าทั้ง 2 รุ่นนี้ (ในราคาประมาณ 5 พันกว่าบาท)


สิ่งที่เราน่าจะได้เรียนรู้จากการสร้างสรรค์ของแบรนด์อิตาลีสุดหรูอย่าง MARNI คือ การเลือกนำเสนอแบรนด์ด้วยการมีร้านป็อปอัพสโตร์ การนำสิ่งของที่อยู่รอบตัวในชีวิต มาปรับดีไซน์การออกแบบให้ดูทันสมัยและโดดเด่นด้วยการเล่นโทนสีที่ตัดกัน ในราคาที่จับต้องได้ (เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติของแบรนด์) ที่ยังคงเทคนิคการนำเสนอที่รักษาความเป็น MARNI ไว้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งถุงผ้าป้องกันฝุ่นที่ใช้เก็บกระเป๋า ก็เป็นถุงผ้าที่ปักโลโก้ของ MARNI ในแบบออริจินัลที่แฟนคลับของแบรนด์คุ้นเคย ดีเทลเล็กๆน้อยๆ ยังถูกรักษาไว้อย่างงดงาม เพิ่มดีกรีที่ความเก๋ของการนำเสนอ สีสัน และระยะเวลาการวางจำหน่ายที่จำกัดเพียง 14 วัน เท่านั้น (ตั้งแต่วันนี้ - 13 กุมภาพันธ์ 2561) ใครอยากได้กระเป๋าเก๋ๆที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตไปทั่วโลก ก็ต้องรีบกันหน่อยครับ เข้ากับ #ของมันต้องมี ในชั่วโมงนี้จริงๆ !!!