บทสัมภาษณ์พิเศษดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องเงินชั้นสูง ake ake (Exclusive!!!)



ณ ช่วงบ่ายของวันพุธ ผมมีนัดสัมภาษณ์ดีไซน์เนอร์ที่น่าจับตามองที่สุดในวงการเครื่องเงิน หลังจากเดินก้าวผ่านประตูร้าน Flagship Store ของ ake ake (เอก เอก) ผมได้ยินเสียงทักทายจากคุณซาร่า แบรนด์เมเนเจอร์ที่มารอต้อนรับ พร้อมขนมและเครื่องดื่มที่ดีไซน์ไว้เป็นพิเศษในช่วงเทศกาลฮัลโลวีน ทุกอย่างดูงดงามลงตัวและผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดี เสียงเพลงบรรเพลงเหมือนอยู่ในโบสถ์ แสงไฟสลัวๆจากแชนเดอเลียร์ กลิ่นหอมของเปลือกไม้มากระทบปลายจมูก บรรยากาศในร้านถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำ แสงไฟส่องกระทบกับเครื่องเงินที่อยู่ภายในร้าน มีฉากหลังเป็นการจัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษตลอดการเดินทางของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น มาจนถึงปัจจุบัน

เพียงไม่นานผมก็พบกับผู้ชายรูปร่างสูงขาว หุ่นดี ในชุดสีดำ และโดดเด่นไปด้วยเครื่องเงินที่อยู่บนมือทั้งสองข้าง คุณเอก โชติอนันต์ กิตติรวีโชติ ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ ake ake ก็พร้อมที่จะให้ผมได้พูดคุยถึงเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์ ake ake 

Martinphu : อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ake ake คือแบรนด์ Luxury แห่งวงการเครื่องเงิน

คุณเอก : คุณภาพของสินค้า ที่ถูกออกแบบมาแล้วทำให้เรารู้สึกมีค่าด้วยมูลค่าของเครื่องเงิน ไม่ว่าใครจะมองว่าอะไร แต่เอกคิดว่าคุณภาพ คือ หัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะของทุกชิ้นของ ake ake ถูกผลิตด้วยฝีมือคน ทุกรายละเอียด คือ เทคนิคความชำนาญเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร กว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้นต้องผ่านหลายกระบวนการ นอกจากคุณภาพ เรายังใส่ใจในเรื่องของแพ็กเก็จ ไม่ว่าจะเป็นกล่อง ถุง ริบบิ้น บัตรรับประกัน ผ้าเช็ดเครื่องเงิน การบริการ การดูแลลูกค้า เรามีบริการที่เกี่ยวกับเครื่องเงินครบวงจร รวมทั้งระบบเก็บข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสินค้า ake ake ทุกชิ้น เราใส่ใจในทุกรายละเอียด

Martinphu : คำว่าคุณภาพของเครื่องเงิน คืออะไรครับ
คุณเอก : เงินเป็นโลหะมีค่า 1 ใน 3 ของโลก รองจากแพลตินั่มและทองคำ มีเอกลักษณ์ที่เมื่อขัดอย่างดีแล้วจะใสสว่างเงางามมากที่สุด เนื่องจากเอกเติบโตในครอบครัวของช่างทำเครื่องเงิน ที่มีประสบการณ์มามากว่า 40 ปี ตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นช่างขัดแต่งเครื่องเงินด้วยมือตัวเอง ทำให้ได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่า งานเครื่องเงินที่มีคุณภาพต้อง "เงา ใส เนียนทุกซอกทุกมุม" และ "ไม่ประหยัดเนื้อเงิน" จนกระทบกับคุณภาพ


เราต้องขัดกรอชิ้นงานด้วยมือจนเนียนใส ไม่มีแม้แต่รอยหลุมจุดเล็กๆ ที่เรียกว่าตามด โดยเฉพาะพื้นที่หน้ากว้างที่ต้องเงาใสดุจกระจก การแกะขึ้นแบบชิ้นงานต้องรักษาน้ำหนักที่ทำให้ทรงโดยรวมสวย แน่น ลายคมชัด แต่สะดวกกับการใช้งานจริง ไม่ทำแบบที่บางหรือเบาเกินไป จนทำให้ชิ้นงานไม่แข็งแรง การขัดแต่งก็ต้องใช้อุปกรณ์ขัดกรอที่สามารถทำได้ด้วยมือ ไม่ใช่เครื่องจักรใหญ่อย่างมอเตอร์ขัด ที่จะทำให้ลายที่ละเอียดของงาน ake ake เลือนหายไปเป็นระนาบเดียวกันหมด 

คืองานคุณภาพต้องทำขึ้นด้วยมือทุกขั้นตอน ชิ้นงานที่ออกมาเค้ามีคุณค่ามากกว่าต้นทุนของเนื้อเงินที่มีราคาอยู่แล้ว ใส่ประสบการณ์ ฝีมือ และความพยายามอย่างพิถีพิถัน มีลูกค้าเคยบอกว่า เวลาเลือกดูงานเครื่องเงินของหลายๆแบรนด์ พอเห็นคุณภาพของชิ้นงานโดยละเอียด ตัดสินใจที่จะซื้อแบรนด์ ake ake ครับ

Martinphu : ทำไมถึงชอบสินค้า Luxury
คุณเอก : เพราะเอก “ ศรัทธาในรายละเอียดที่แบรนด์ตั้งใจทำ ”  โดยที่อาจจะไม่ได้ต้องตะโกนบอกว่าทำอะไรบ้าง แต่ลูกค้าของแบรนด์จะสัมผัสได้ในทุกดีเทลทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เอกอยากทำแบรนด์เครื่องเงินที่มีคุณภาพและใส่ใจในทุกรายละเอียดจริงๆ

Martinphu :  แล้วผู้ชายในแบบ ake ake จะเป็นอย่างไร
คุณเอก : ต้องเป็นคนที่กล้าแต่งตัว กล้าที่จะให้คนอื่นมอง กล้าที่จะแตกต่าง แต่ไม่ได้เยอะเกินไป แบรนด์มักจะใช้คำว่า Fierce (เฟียร์ส) ซึ่งแปลว่า ความดุร้าย แต่เฟียร์สในที่นี้ อาจจะเป็นความดุดันที่ซ่อนไว้ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องตะโกนบอก อาจจะแค่ใส่แหวนวงเดียวก็สามารถบอกได้ โดยที่ไม่ได้ต้องขายโลโก้ ก็เลยเป็นคำติดปากที่ทุกคนจะพูดกัน

Martinphu : เฟียร์สจริงๆครับ
คุณเอก : หัวเราะ


Martinphu : สังเกตว่าแพ็กเก็จทุกอย่างของ ake ake จะเป็นสีชมพูกับดำ มีที่มาอย่างไร
คุณเอก : ที่เป็นสีชมพูเพราะว่าเอกชอบสีชมพู  คนอาจจะไม่รู้ว่าสีชมพูเป็นสีของผู้ชายมาก่อน เป็นสีที่เกิดขึ้นมาใหม่โดยนำสีแดงและสีขาวมาผสมกัน แล้วสีดำก็เป็นสีที่ช่วยทำให้เครื่องเงินดูสวยที่สุด เลยนำทั้งสองมารวมกัน แต่จะเป็นชมพูธรรมดาก็ไม่ใช่ ake ake เราจะเรียกว่า Fierce Pink เป็นสีชมพูสด ซึ่งถ้าเห็นที่ไหนทุกคนจะรู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์ ake ake แม้แต่สีของขนมที่เสิร์ฟในร้าน ก็ต้องเช็คระดับสีให้ได้ในแบบของ Fierce Pink เช่นกัน ถ้าลูกค้าซื้อเครื่องเงินกลับไป ในกล่องสีดำจะมีผ้ารองเป็นสีชมพู Fierce Pink  ใต้ถุงก็  Fierce Pink ริบบิ้นก็เช่นเดียวกัน


Martinphu : นอกจากเครื่องเงิน ขนมและชาที่เสิร์ฟให้ลูกค้าในร้านก็เป็นที่พูดถึงกันมาก มีที่มาอย่างไร
คุณเอก : เนื่องจากเราต้องการบรรยากาศของปราสาทอังกฤษยุคกลาง และเพื่อตอบแทนลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบรรยากาศที่ร้าน จึงได้ปรึกษากับเชฟ Kimura Sero (คิม อภิชิต ศาสตรี) ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนของเอก ที่จบหลักสูตรทำอาหารคาวและขนมอบ (Grand Diplome) จาก Le Condon Bleu Paris และปัจจุบันเป็น Project Design และที่ปรึกษาเมนูให้คาเฟ่ชื่อดังของประเทศ จึงได้เข้ามาพัฒนาเมนูขนมที่เข้ากับบรรยากาศและธีมของแบรนด์ ให้ความอร่อยและความโดดเด่นไม่เหมือนใคร 

โดยเฉพาะมาการง Bamboo Charcoal ตัดกับราสเบอรี่ที่แทนสีประจำแบรนด์ และเม็ดน้ำตาลกรวดชุบผงเงินประดับ ลูกค้าชมกันเยอะมากเพราะรสชาติที่ลงตัว ไม่หวานเกินไป กรอบนอกนุ่มในตามตำรามาการงฝรั่งเศส หลายท่านสนใจขอซื้อกลับบ้าน แต่เราบริการเป็น Complementary สำหรับลูกค้าของ ake ake เท่านั้นครับ

Martinphu : คุณเอกใช้อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องเงิน
คุณเอก : แรงบันดาลใจทั้งหมดมาจากประวัติศาสตร์จริงๆ เอกเป็นคนที่ชอบประวัติศาสตร์ยุโรปหลังจากโรมันล่มสลาย ตราบใดที่โลกยังไม่แตกสลาย เราก็สามารถตีความศิลปะในยุคเก่าให้ออกมาให้เป็นผลงานของ ake ake ได้เสมอ 

แรงบันดาลใจในการออกแบบจึงมาจากงานศิลปะในยุคกลาง ทุกคอลเลกชั่นของแบรนด์จะต่อเนื่องกันเป็น Chapter คอลเลกชั่นแรกเป็นหัวกะโหลก เพราะความตายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ต่อมามีการสร้างเมืองมีนักรบคอยปกป้องดูแล มีความศรัทธาในศาสนา มียุคมืด มีต้นไม้ศักดิ์สิทธ์ิ ไปจนถึงเทพเจ้า อย่างใน Winter 2012 ในมิวเซียมเห็นที่รองแก้ว ก็จะเห็นภาพว่านี่คือกำไล หลายๆชิ้นมีที่มาจากสิ่งที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์แต่ถูกนำมาตีความใหม่ งานดีไซน์บางชิ้นก็รู้สึกว่า “ต้องมี โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะขายได้รึป่าว แต่ต้องมี ต้องกล้าทำ”


Martinphu : แล้วเครื่องเงินชิ้นไหนที่เลือกใส่บ่อยที่สุด 
คุณเอก : จะมีแหวน สร้อยหิน กำไล เคสโทรศัพท์ ที่ติดตัวเลยจะมีแหวน เอกจะชอบใส่นิ้วชี้ รองลงมาคือนิ้วกลาง ส่วนแหวนวงที่ใส่บ่อยที่สุดเป็นแหวนกางเขน เพราะเป็นวงที่พัฒนาและสะท้อนทุกอย่างที่ลูกค้าแนะนำ เลยเป็นวงที่ลงตัวมาก กลายเป็นแหวนซิกเนเจอร์ที่ทุกวันนี้คนก็ยังซื้ออยู่ ชอบทั้งน้ำหนักและดีเทล

Martinphu :  แล้วคุณเอกใส่แหวนเบอร์อะไร 
คุณเอก : เอกใส่แหวนเบอร์ 9 ครับ เป็นเบอร์ที่ใส่ได้ทั้ง 5 นิ้วเลย


Martinphu : ถ้าให้เปิดกระเป๋าตอนนี้ในกระเป๋ามีอะไรอยู่ข้างในบ้าง
คุณเอก : (หัวเราะ) จะมีสมุดสเก็ตช์ โทรศัพท์ ลิปมัน สมุด หนังสือสวดมนต์ กุญแจรถ แล้วก็สเปรย์แอลกอฮอล์ไว้สำหรับฉีดทำความสะอาดก่อนเข้าห้องน้ำ


Martinphu : ทราบมาว่าคุณเอกเป็นคนที่รักกระเป๋ามากและมีกระเป๋าเยอะมาก
คุณเอก : เป็นคนที่มีกระเป๋าเยอะมากครับ ไม่ค่อยนับแต่เยอะมาก บางใบก็ไม่ค่อยได้ใช้ แต่มีไว้แล้วอุ่นใจ ใบล่าสุดที่เป็นลูกรักตอนนี้เป็นรุ่น Victoria ของ Hermes ขนาด 43 สีดำ เพิ่งได้มาไม่นาน เพราะหาที่ถูกใจยาก

Martinphu : ถ้าให้เลือกระหว่างกอด มารายห์ แครี กับคนที่แอบชอบ จะเลือกกอดใคร
คุณเอก : (หัวเราะ) ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่ามารายห์ เพราะตอนนี้เอกไม่มีคนที่แอบชอบ คนที่แอบชอบอาจจะมีหลายคน แต่มารายห์มีคนเดียว เป็นศิลปินที่เอกรักและศรัทธามาก ติดตามผลงานมาโดยตลอด

Martinphu : แอบทราบมาว่าชื่นชอบมารายห์ แครี มาก
คุณเอก : ก็ไม่มากครับ แค่บินตามไปดูการแสดงสด รอรับที่สนามบิน ใส่เสื้อกลุ่มแล้วตะโกนเรียก ตามไปส่ง ที่สนามบิน ร้องได้ทุกเพลงเท่านั้นเอง เอกมีเพื่อนๆที่ชื่นชอบเหมือนกัน แล้วรวมกลุ่มกันมาเป็นสิบปี สนิทกันมาก  (คุณเอกยกโทรศัพท์ iphone6 plus ให้ผู้เขียนชมด้วยความตั้งใจถึงกลุ่ม Line ที่ชื่นชอบ มารายห์ แครี เหมือนกัน ) 


Martinphu : อ่านกระทู้พันทิพย์บ้างมั้ย
คุณเอก : เอกไม่ค่อยได้อ่านครับ ส่วนใหญ่จะอ่านผ่านเรื่องที่เพื่อนๆแชร์ในเฟสบุ๊ก

Martinphu : ให้เลือกระหว่างเฟสบุ๊กกับอินสตาแกรมคุณเอกจะเลือกอะไร
คุณเอก : ถ้าเป็นแบรนด์ ake ake จะเลือกอินสตาแกรม เพราะว่าแบรนด์ของเราโตมาจากที่นี่ เราโตมาพร้อมกับดิจิตอล ส่วนเฟสบุ๊คจะเลือกถ้าเป็นการใช้งานส่วนตัว เพราะทุกคนต้องเป็นคนที่เอกรู้จักจริงๆ ในอินสตาแกรมเอกชอบดู #akeake เวลาที่ลูกค้าถ่ายชิ้นงานที่เราดีไซน์ลง มีความสุขมากครับ

Martinphu : เลือกชุดที่มาสัมภาษณ์วันนี้นานมั้ย
คุณเอก : ไม่นานเลยครับ เพราะว่าเป็นเสื้อที่เป็นคอลเลกชั่นพิเศษ ที่เอกทำขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้า VIP ของแบรนด์ ake ake  ไม่ได้มีวางจำหน่าย ถ้าเห็นใครใส่ก็ต้องรู้ว่าเป็นลูกค้า VIP แน่นอนครับ

Martinphu : อะไรคือโปรเจคต่อไปที่จะได้เห็นในแบรนด์ ake ake เร็วๆนี้
คุณเอก : คงเป็นการเปิดตัวคอลเลกชั่นที่ 7 และเป็นคอลเลกชั่นวินเทอร์ที่ 4 ของแบรนด์ ake ake สำหรับเราคอลเลกชั่นวินเทอร์เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าแบรนด์อิงจากประวัติศาสตร์ในยุคมืด ทุกฤดูกาลในหน้าหนาวถือเป็นการเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษของเรา สำหรับปีนี้จะมีชื่อว่า “the Sanctury of Athena”


Martinphu : พอจะมีชิ้นเด็ดของคอลเลกชั่นให้เราได้ชมบ้างมั้ย
คุณเอก : มีครับ เป็นแหวนมงกุฎของอาธีนา ที่เอกใส่มาวันนี้เลย เป็นชิ้นหลักของคอลเลกชั่น ชื่อแหวน The Athena Crown spinner ring ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากมงกุฎของเทพอาธีนา ตรงกลางแหวนสามารถหมุนได้ ซึ่งทำยากมาก ลวดลายที่อยู่ตรงกลางมาจากหอก ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของอาธีนา  เสาที่คั่นอยู่รอบๆแหวน มาจากเสากระโดงแบ่งอาณาเขตของ the Sanctury  ด้านบนของมงกุฎประดับด้วยไม้กางเขนไขว้กันในยุคกลาง ซึ่งจะเรียกว่า Celtic Cross จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ครับ

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จคุณเอกก็หมุนแหวน Athena Crown spinner ring  ให้ได้ชม เป็นผลงานอีกชิ้นที่คุณเอกภูมิใจนำเสนอ เพราะแหวนที่มีดีเทลสุดละเอียดและหมุนได้ เป็นเทคนิคพิเศษเฉพาะของแบรนด์ และผลิตขึ้นด้วยมือในทุกขั้นตอน เครื่องประดับเงินมีคุณค่าในตัวเอง เมื่อได้รับการออกแบบดีไซน์ให้สวยงาม ลงตัว มีเรื่องราวที่มาที่ไป ก็ไม่ต่างจากผลงานศิลปะชั้นเลิศที่เราสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน สมกับที่คุณเอกบอกว่าถ้าเดินเข้ามาในร้าน ake ake ลูกค้าจะได้เครื่องเงินคุณภาพกลับไป ทุกชิ้นผลิตจากเงินแท้ 92.5 มีสลักสัญลักษณ์ AG ซึ่งเป็นชื่อย่อของธาตุเงิน ประดับตราโลโก้ด้านในและสลักคำว่า “hand made in Thailand”  เครื่องเงินทุกชิ้นจะถูกบรรจุอยู่ในกล่องสีดำ มีผ้ารองสีชมพู Fierce Pink มีบัตรการันตีที่ประทับวันที่และร้านที่ซื้อ พร้อมผ้าสำหรับเช็คเครื่องเงิน มีถุงและริบบิ้นที่เข้าชุดกัน รวมทั้งชาร์มที่ผูกติดไว้กับโบว์ ทั้งหมดนี้เป็นมาตรฐานของแบรนด์ที่ลูกค้าจะได้รับบริการ พร้อมเครื่องดื่มและขนมที่ดีไซน์พิเศษไว้บริการลูกค้า รวมไปถึงระบบเก็บข้อมูลลูกค้า ให้สามารถสะสมยอดซื้อเพื่อรับสิทธิพิเศษเป็นลูกค้า VIP ของแบรนด์ ทั้งหมดนี้คือความพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับจากแบรนด์เครื่องเงินสุดหรู ake ake  

ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมแบรนด์ ake ake ถึงประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ ทั้งน้ำเสียงและแววตาของคุณเอกเต็มไปด้วยพลังและความจริงใจ ทุกดีเทลที่ซ่อนอยู่ คือ สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจในผลงานที่ทรงคุณค่าของแบรนด์ ake ake 

_________________________
ake ake Flagship Store

SQ1 สยามสแควร์ซอย 5  โทร. 02-115-1410
IG : @akeakethailand